2
shared

เกิดอะไรขึ้นกับ 'ลิเวอร์พูล' หลังคว้าแชมป์ ?

17 กรกฎาคม 2563 01:26 146
เกิดอะไรขึ้นกับ 'ลิเวอร์พูล' หลังคว้าแชมป์ ?

ทำไมลิเวอร์พูล จึงเปลี่ยนจากทีมไร้เทียมท้านเป็นทีมที่พร้อมจะแพ้ได้ทุกนัดที่ลงสนาม หลังกลับมารีสตาร์ทแข่งขัน ผ่านมุมมองของ "ปลั๊ก" ภุมเรศ เอี่ยมเชย

การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-2020 อาจจะได้ “ผู้ชนะ” ไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ 31 นั่นก็คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ผงาดคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี ถือเป็นการครองแชมป์ที่ยิ่งใหญ่สิ้นสุดการรอคอยของเหล่า “เดอะ ค็อป” พร้อมกับยังเป็นทีมที่ทำสถิติคว้าแชมป์เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์


พวกเขาได้ฉลองกันสุดเหวี่ยงในวันที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปพ่าย เชลซี ที่สนาม “เดอะ บริดจ์”หลังจากนั้น “หงส์แดง” มีคิวบุกไปเยือน “เรือใบสีฟ้า” ซึ่งมีการตั้งแถวเกียรติยศต้อนรับก่อนเกม แต่ว่าจากนั้น “แชมป์ใหม่” เป็นฝ่ายโดนกระชวกเละเทะ 4-0 ทั้งที่เล่นได้ค่อนข้างดีแล้ว

ทว่า การพ่ายแพ้ต่อ แมนฯ ซิตี้ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะยังไงแล้ว “หงส์แดง” ก็ยังไม่ได้เหนือกว่า “แชมป์เก่า” มากมายนัก ส่วนในช่วง 7 นัดสุดท้าย ลิเวอร์พูล ก็ยังมีโอกาสเดินหน้า “ทุบสถิติ” ได้อีกหลายอย่างบนเวที พรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็น 

- การทำแต้มสูงสุดในประวัติศาสตร์ (แมนฯซิตี้ ทำเอาไว้ 100 คะแนน) 

- ชนะเกมเหย้ามากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล (แมนฯยูไนเต็ด, เชลซี และแมนฯซิตี้ เท่ากัน 18 นัด)

- เก็บชัยชนะมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล(แมนฯซิตี้ 32 เกม)

- แชมป์แต้มห่างมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล (แมนฯ ซิตี้ เคยทำไว้เมื่อปี 2017-2018)


ต่อจากเกมเยือน แมนฯ ซิตี้ พวกเขามีคิวเล่นใน แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมหนีตายอย่าง แอสตัน วิลล่า เกมนี้ดูอึดอัดชอบกลทำอะไรก็ไม่เข้าทาง แต่สุดท้ายก็สามารถบดเอาชนะได้ในช่วงท้ายเกม จากประตูของ ซาดิโอ มาเน่ และ ดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ที่ยิงเป็นลูกแรกใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

 ถัดมาอีก 3 วัน ลิเวอร์พูล กลับมาเข้าที่เข้าทางมากขึ้น โดยบุกไปถล่ม ไบร์ทตันฯ แบบสบายเท้า 3-1 ซึ่งในแง่ของ “สถิติ” ทุกอย่างยังคงไปได้สวย แต่สุดท้ายจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในนัดที่ 35 “หงส์แดง”เปิดสนาม แอนฟิลด์ ทำได้เพียงแค่เสมอกับ เบิร์นลีย์ ที่ไม่มีลุ้นอะไรแล้ว 1-1 ทั้งที่ตลอดทั้งเกม ลิเวอร์พูล เดินหน้าบุกแหลกตั้งแต่นาทีแรก และมีโอกาสยิงมากกว่า 20 ครั้ง ส่งผลให้การพังสถิติ “ชนะเกมเหย้ามากที่สุด” จบลงในทันที เพราะเต็มที่พวกเขาก็จะชนะ 18 นัดเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ 

นัดล่าสุด(เมื่อคืนที่ผ่านมา) ลิเวอร์พูล ยังออกอาการแกว่งต่อเนื่อง และบุกไปพ่าย “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล แบบพลิกความคาดหมาย 1-2 โดยนัดนี้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือหนุ่มชาวสเปน จัดทัพแบบโรเตชั่น เพราะมีคิวลงเล่น เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ พบกับ แมนฯซิตี้ ในช่วงสุดสัปดาห์


เกมเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูล บุกกดดันเพรสซิ่งสูงตามสไตล์เป็นฝ่ายโหมเกมรุกเข้าใส่อย่างหนัก จนมาได้ประตูขึ้นนำจาก ซาดิโอ มาเน่ ตั้งแต่นาทีที่ 20 หลังจากนั้นรูปเกมของพวกเขายังทำได้ดีกว่าทีม “ปืนใหญ่” ที่แทบต่อบอลสร้างจังหวะกันไม่ได้เลย แต่ว่านาทีที่ 32 จุดเริ่มต้นของหายนะในเกมก็เกิดขึ้น


เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค นักเตะที่ผลงานดีมาตลอด ดันจ่ายบอลพลาดง่ายๆไปเข้าเท้า อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ และโดนฉกเข้าไปยิงตีเสมอ 1-1 แม้ว่า กองหลังชาวดัตช์ จะพยายามฟ้องว่าถูก รีสส์ เนลสัน ดาวรุ่งของอาร์เซนอล เข้ามาทำฟาวล์แต่ว่าก็ไม่เป็นผล ยิ่งไปกว่านั้นในนาทีที่ 44 ความผิดพลาดของ ลิเวอร์พูล ก็มาเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นคิวของ อลิสซง เบ็คเกอร์ ยอดนายด่านชาวแซมบ้า ที่โดนเพรสหน้าปากประตูและเร่งออกบอลจนพลาด ลากาแซตต์ ตัดได้ก่อนจะส่งต่อให้ เนลสัน ยิ่งเข้าไปแบบเฉียบคม จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล พลิกขึ้นนำ 2-1 

 

ช่วงครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ออกจากอุโมงค์มาด้วยความด้วยความมุ่งมั่น พยายามเจาะเกมรับของ “เจ้าถิ่น” ครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงวินาทีสุดท้าย แต่ทว่า “หงส์แดง” ทำไม่สำเร็จและตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อ อาร์เซนอล ในที่สุด ซึ่งตลอดทั้งเกม ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงไปถึง 24 ครั้ง เข้ากรอบ 8 ครั้ง ส่วนทาง อาร์เซนอล มีโอกาสแค่ 3 ครั้งเท่านั้น แต่เปลี่ยนเป็น 2 ประตู 

ใครจะเชื่อว่าเกมนี้ 2 นักเตะที่เล่นได้แน่นอนที่สุดในแนวรับ “หงส์แดง” จะนัดกันพลาดแบบไม่น่าพลาด จนเป็นเหตุให้ ลิเวอร์พูล ต้องพลาดท่าให้กับ อาร์เซน่อล ครั้งแรกในรอบ 5 ปี และยังเป็นความปราชัยครั้งที่ 3 ในฤดูกาลนี้(พรีเมียร์ลีก)


จริงอยู่ว่าความพ่ายแพ้ในเกมนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมาย เพราะพวกเขาเป็นแชมป์ไปแล้ว แต่ส่งผลในเรื่องของการทำลายสถิติที่ต้องหยุดลงในเกมนี้คือการเก็บแต้มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเหลือโปรแกรมอีก 2 นัดและปัจจุบันพวกเขามี 93 คะแนน ทำได้ดีที่สุดคือการทำลายสถิติเก่าของตัวเองที่ทำไว้ 97 แต้มเมื่อฤดูกาลที่แล้ว  


ก็คงต้องรอดูกันว่าอีก 2 เกมที่เหลือกับการพบกับ เชลซี และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ในแง่ของสถิติยังมีให้ทำอยู่คือการชนะในบ้านมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลเทียบเท่ากับแมนฯยูไนเต็ด, เชลซี และแมนฯซิตี้ และการเก็บชัยชนะมากที่สุดเท่ากับเจ้าของสถิติเดิมคือ แมนฯซิตี้ 32 นัด รวมไปถึงการเป็นแชมป์แต้มห่างอันดับ 2 มากที่สุด  ..............


*แต่มีเงื่อนไขคือ พวกเขาต้องชนะ 2 เกมที่เหลือเท่านั้น!!! 



                ปลั๊ก ภุมเรศ



ขอบคุณภาพจาก : https://twitter.com/lfc