6
shared

"พร้อมเพย์" จุดเริ่มต้นการใช้จ่าย "New Normal"

11 มิถุนายน 2563 16:00 272
"พร้อมเพย์" จุดเริ่มต้นการใช้จ่าย "New Normal"

การใช้จ่ายที่ง่ายและสะดวก สบาย สำหรับผู้บริโภคในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นระบบ‘พร้อมเพย์’ ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้จ่ายแบบ"New Normal"

        ที่ผ่านมาคนไทยน่าจะเริ่มคุ้นเคยกับการใช้บริการ online payment กันมากขึ้น โดยเฉพาะ ‘พร้อมเพย์’ ที่ชัดเจนและเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ก็คงเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19  การปูทางพฤติกรรม online payment จากทั้งภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ช่วงธันวาคม 2559 นับเป็นจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบ "New Normal" เลยก็ว่าได้  

        การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนเล็งเห็นถึงความจำเป็นของ online payment  ซึ่งข้อมูลจาก ทีมวิเคราะห์ระบบการชำระเงิน ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ)  ระบุว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่มีการแพร่ระบาดของโควิด -19 ยอดลงทะเบียนพร้อมเพย์ เพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านหมายเลข จากสิ้นปี 2562 ยอดลงทะเบียนรวม 51 ล้านหมายเลข  โดยสถิติการใช้งานสูงสุด อย่างต่อเนื่อง 15.3 ล้านรายการ/วัน มูลค่า 80.4 พันล้านบาท/วัน  มียอดการใช้อินเทอร์เน็ต-โมบายล์แบงก์กิ้ง เติบโตขึ้น 69% คิดเป็น 21.8 ล้านรายการ/วัน  ยอดการสมัคร เพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบัญชี จากสิ้นปี 2562

การเปิดให้บริการพร้อมเพย์ และการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามธนาคารผ่าน internet & mobile banking เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกรรมเติบโตอย่างมาก โดยในปี 62 มูลค่าเติบโตของอินเทอร์เน็ต-โมบายล์แบงก์กิ้งเพิ่มขึ้น 22% เทียบกับปี 61 และปริมาณเติบโตขึ้น 76% เทียบกับปี 61 ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่แบงก์ชาติจับมือกับหน่วยงานต่างๆพัฒนาต่อยอดบริการให้มีความปลอดภัย สะดวก หลากหลาย ใช้งานง่าย  ทั้งการรับเงิน โอนเงิน ชำระเงิน เติมเงิน จ่ายบิล เช็คยอด และบริจาค

นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังให้ข้อมูลด้วยว่า การโอนและชำระเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ในโลก online มีมูลค่าเฉลี่ยลดลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 5,000 บาท ซึ่งมีมากกว่า 90% ของรายการทั้งหมด ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของประชาชนที่ใช้พร้อมเพย์ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดทำให้การใช้ card payment บนโลก online   กระตุ้นการเติบโตธุรกิจหลายประเภท เช่น  ธุรกิจบริการ จากการซื้อประกันและจ่ายค่านายหน้าโบรกเกอร์  ธุรกิจค้าปลีก จากการซื้อสินค้า online

ขณะที่ธุรกิจบางประเภท เช่น การบินและการขนส่ง มีการเติบโต ลดลงจากมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค

        ส่วนมูลค่าการใช้ e-money ผ่านช่องทาง online โตขึ้น ต่อเนื่อง เพราะประชาชนเริ่มคุ้นชิน และเห็นถึงความง่ายและสะดวกในการใช้งาน โดยในเดือนมี.ค. 63 เติบโตเกือบ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และมีค่าเฉลี่ยการใช้อยู่ที่ประมาณ 110 บาทต่อรายการเท่านั้น


        

        แบงก์ชาติมองว่า ในอนาคตระบบ  online payment จะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น ภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเล็กหลากหลายประเภทเริ่มมาอยู่บน online platform ทำให้การใช้ online payment เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ขณะที่ประชาชนคุ้นชินกับการทำธุรกรรม online ทำให้ online payment กลายเป็นช่องทางหลักในชีวิตประจำวัน และทำให้ไทยเข้าสู่สังคมที่ลดการใช้เงินสดได้เร็วขึ้น และจะขยายไปสู่การชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน QR payment หรือโอนเงิน real-time remittance ทำธุรกรรมกับต่างประเทศ สะดวก รวดเร็ว ต้นทุนลดลง 

        ต่อไปเราก็จะสามารถเปิดบัญชีเงินฝากผ่าน mobile banking โดยไม่ต้องไปที่สาขา และใช้การพิสูจน์ยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีด้วยข้อมูล biometrics อย่าง facial recognition  ขณะเดียวกันคนต่างจังหวัดหรือคนที่ไม่เคยใช้ online payment จะเริ่มทดลองใช้มากขึ้น เช่น การขายสินค้าเกษตรผ่านช่องทาง social media  รวมถึงผลพวงจากนโยบายรัฐ เช่น การโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีแทนจ่ายเงินสด

        “วิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งนี้ เป็นตัวเร่งที่ทำให้ online payment กลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และนี่อาจจะเป็น New Normal สำคัญที่เราจะได้เห็นหลังจากนี้ ”


 ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com
facebook : TNNThailand
facebook live : TNN Live
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNThailand
Instagram : @tnn_online