3
shared

เปิด 5 ปมข้อกังขาตลาดการเงินโลกต่ออีซีบี

4 มิถุนายน 2563 10:29 135
เปิด 5 ปมข้อกังขาตลาดการเงินโลกต่ออีซีบี

จับตาประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) 4 มิ.ย. ท่ามกลางความคาดหวังของนักลงทุน ที่ต้องการเห็นคณะกรรมกำหนดนโยบายชุดนี้ คลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอมาตรการทางการคลังวงเงิน 1.85 ล้านล้านยูโร (หรือประมาณ 2.04 ล้านล้านดอลลาร์) ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภูมิภาคให้พื้นตัว จะช่วยลดแรงกดดันการดำเนินมาตรการQE ลงได้บ้าง


แต่กลับสวนทางกับมุมมองนักเศรษฐศาสตร์หลายรายที่เห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ควรนำมาใช้อย่างทันใดของอีซีบี จะมีผลต่อเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนที่หดตัวในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรก และมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงยิ่งขึ้นในไตรมาสสองได้ดีกว่า


ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้ ตลาดกำลังจับตามองพัฒนาการการประชุมของธนาคารกลางยุโรป ด้วยข้อกังขาสำคัญๆ 5 ประการ ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้ประมวลไว้ ดังนี้


1. ธนาคารกลางยุโรปจะเพิ่มปริมาณการซื้อสินทรัพย์มากขึ้นได้อีกเท่าใด


การชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ออกไปจะสร้างแรงกดดันต่อนักการเมืองของยุโรปให้ต้องยอมผ่อนปรนเวลาให้แก่อีซีบีมากขึ้น เพื่อประเมินว่า การออกพันธบัตรของสหภาพยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการซื้อสินทรัพย์ของอีซีบี อย่างไร


ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดหวังว่า โครงการจัดซื้อพันธบัตรฉุกเฉินโรคระบาด ((Pandemic emergency purchase programme:  PEPP) วงเงิน7.5 แสนล้านยูโร  จะเพิ่มขึ้นอีกราว 5 แสนล้านยูโร ขณะที่ ABN Amro คิดว่า ขนาดของวงเงินจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัว


นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาจากรายงานการประชุมล่าสุดของ ECB ความคิดเห็นของคณะกรรมการกำหนดนโยบายเมื่อเร็วๆ นี้ ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจที่เลวร้ายลง และความคาดหวังที่จะได้เห็นการใช้จ่ายภาครัฐและการออกพันธบัตรเพิ่มมากขึ้นนั้น บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเดือนมิถุนายนนี้


2. แน่ใจหรือไม่ว่า ข้อเสนอตั้ง “Recovery Fund” จะช่วยลดแรงกดดันต่ออีซีบี

ที่ผ่านมา อีซีบีได้เรียกร้องมาตลอดให้ผู้นำประเทศกลุ่มยูโรโซนดำเนินนโยบายที่มากกว่าการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยหวังว่า มาตรการการคลังที่ข้อเสนอจัดตั้งกองทุน “Recovery Fund” ที่ออกมาเมื่อสัปดาห์แล้วจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น


นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แผนดังกล่าวต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและควรดำเนินดำเนินนโยบายเพิ่มเติมให้มากขึ้นในขณะนี้ด้วย


บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์สระบุว่า หากมีการให้สัตยาบัน แผน “Recovery Fund” นี้จะแสดงถึงก้าวสำคัญไปสู่การก่อหนี้ร่วมกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมทุนครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะมีการออกพันธบัตรร่วมของสหภาพยุโรปอาจจูงใจให้ ECB ซื้อพันธบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ( Supranation bond ) ประเทศมากขึ้น


3. อีซีบีสามารถเพิ่มตราสราหนี้ประเภท “ นางฟ้าตกสวรรค์” ( fallen angels) ในมาตรการ QE ได้หรือไม่?


นางฟ้าตกสวรรค์ (fallen angels)คือ กลุ่มตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ถูกจัดชั้นต่ำกว่าระดับน่าลงทุน ลงมาอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง หรือเทียบเท่าพันธบัตรขยะ


เอส แอนด์พี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินชั้นนำของสหรัฐ ได้ประเมินไว้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า มีความเสี่ยงสูงที่ตราสารหนี้เอกชนจะถูกลดชั้นมาเป็นกลุ่มนางฟ้าตกสวรรค์ เพิ่มอีก 111 บริษัท 


นับถึงขณะนี้ มีตราสารหนี้เอกชนที่อยู่ในกลุ่มนางฟ้าตกสวรรค์ทั้งสิ้น 24 บริษัท ในจำนวนนั้น มีมาร์ค แอนด์สเปนเซอร์ของอังกฤษ ค่ายรถยนต์เรโนลต์ของฝรั่งเศส รวมอยู่ด้วย มีมูลค่าตราสารหนี้รวมกัน 3 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้น หากมีบริษัทที่ถูกลดชั้นจากระดับน่าลงทุน มาเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูงอีก 111 ดังที่เอส แอนด์พี คาดการณ์ นั่นเท่ากับจะมีมูลค่าตราสารหนี้เอกชนที่ถูกลดชั้นเป็นพันธบัตรขยะเพิ่มขึ้นอีก 4.44 ล้านดอลลาร์


ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงคาดหวังว่า อีซีบีจะเริ่มซื้อพันธบัตรของบรรดาบริษัทกลุ่มนางฟ้าตกสวรรค์ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนา 


แต่จนถึงขณะนี้ ท่าทีของคณะกรรมการผกำหนดนโยบายส่วนใหญ่ยังลังเลใจที่จะซื้อตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเหล่านั้น และในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อีซีบีได้สร้างความผิดหวังให้กับตลาด เมื่อพวกเขาเลือกที่จะไม่รวม“ นางฟ้าตกสวรรค์” เข้าไว้ในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยดำเนินการเพียงแค่ผ่อนคลายกฎระเบียบอนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อกับสินทรัพย์ที่ถูกจัดชั้นเทียบเท่าพันธบัตรขยะเหล่านั้นได้


น่าสนใจว่า เจเริน แวน เดน เบิร์ก (Jeroen van den Broek) จาก ING คาดว่า ตราสารหนี้ภาคเอกชนในกลุ่มยูโรโซนมูลค่า 1 แสนล้านยูโร จะถูกลดอันดับจากระดับน่าลงทุน ภายในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า



4. แนวโน้มเศรษฐกิจของยูโรโซนจะบอกอะไร


คริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี คาดการณ์ในขณะนี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลงระหว่าง -8% ถึง -12% ในปีนี้จากตัวเลขคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ที่คาดว่า จะหดตัว 5% -12%


สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกของประเทศในยูโรโซนที่ประกาศออกมาตกต่ำมาก เช่น เยอรมันหดตัว 2.2% ต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551-2552  และตกต่ำครั้งใหญ่รอบที่2 นับตั้งแต่การรวมชาติเยอรมันปี 2533 (ค.ศ. 1990)  ขณะที่ ฝรั่งเศส หดตัว 5.8% ต่ำสุดรอบ 71 ปี นับจากปี 2492  และ สเปนหดตัว 5.2%  ต่ำสุดรอบ 50 ปี นับจากปี 2513 เป็นต้น 


อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ของอีซีบีที่กำหนดจะเผยแพร่ในวันพฤหัสบดีนี้เช่นกัน มีแนวโน้มจะสะท้อนความเห็นออกมาในเชิงลบมากขึ้น และอาจเป็นตัวช่วยให้ต้องตัดสินใจดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ เป้าหมายของรายงานยังให้ความสำคัญกับการคาดการณ์เงินเฟ้อ เนื่องจากอีซีบียังต้องการประเมินผลกระทบของวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ต่อการเพิ่มขึ้นของระดับราคาว่า เป็นอย่างไรด้วย



5. การพิจารณาคดีของศาลเยอรมันจะกระทบต่อความสามารถของอีซีบีในการดำเนินมาตรการหรือไม่?

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีเมื่อเดือนพฤษภาคมถือเป็นการท้าทายความเป็นอิสระของอีซีบี และอาจคุกคามในเชิงสกัดกั้นไม่ให้อีซีบีดำเนินการมาตรการภายใต้โครงการ PEPP 

ทั้งนี้ อีซีบีมีเวลาจนถึงเดือนสิงหาคมที่จะต้องตัดสินใจในบทบาทของตนเอง หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่า ธนาคารบุนเดสแบงก์ ธนาคารกลางเยอรมนีอาจจะต้องหยุดซื้อพันธบัตรเยอรมันภายใต้มาตรการ QE ของอีซีบี ซึ่งในวันพฤหัสบดีนี้ ลาการ์ดจะถูกกดดันให้แสดงจุดยืนของอีซีบีออกมา

อีกทั้ง แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อีซีบีกำลังร่างแผนฉุกเฉินเพื่อดำเนินโครงการซื้อพันธบัตรหลายล้านล้านล้านออกมา โดยไม่มีธนาคารกลางเยอรมนีร่วมด้วย เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์คาดหวังว่า ECB จะต้องแสดงจุดยืนที่เน้นถึงความเป็นอิสระและความมุ่งมั่นต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

“คำตัดสินของศาล (รัฐธรรมนูญเยอรมัน) เป็นเสมือนทรายบนล้อมากกว่าที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ใดๆ สิ่งนี้เป็นความยุ่งยากอย่างหนึ่งที่มีต่อกระบวนการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยก็จะไม่เปลี่ยนอะไร หรือชะลอการตัดสินใจของอีซีบี”ไอแลน โซล็อต (Ilan Solot) นักยุทธศาสตร์อัตราแลกเปลี่ยน ของบราวน์ บราเธอร์ แฮริแมน (Brown Brothers Harriman) ให้ความเห็น

ดังนั้น คงต้องรอติดตามผลประชุมของอีซีบีว่า จะมีคำตอบที่ชัดเจนให้ตลาดการเงินทั่วโลกคลายข้อสงสัย และข้อกังวลที่กล่าวมาแล้วได้หรือไม่ 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.youtube.com/watch?v=nQcb7nwCyuE

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com
facebook : TNNThailand
facebook live : TNN Live
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNThailand
Instagram : @tnn_online