2
shared

GDP ไตรมาสแรกปีนี้ ส่งสัญญาณ “ดิ่งเหว”

12 พฤษภาคม 2563 09:32 137
GDP ไตรมาสแรกปีนี้  ส่งสัญญาณ “ดิ่งเหว”

วันจันทร์ที่ 18 พ.ค.นี้ ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” จะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย “ไตรมาสแรก” ปี 2563 ซึ่งเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจเริ่มโดนผลกระทบจากการแพร่ระบาด “โควิด-19” และอาจเป็นตัวเลขลดลงอย่างรุนแรง หรือ ดิ่งเหว


เริ่มจาก “สหรัฐอเมริกา” ตัวเลข “จีดีพี” ไตรมาสแรกที่ประกาศออกมา “หดตัว” 4.8% แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะหดตัว 3.5% โดย จีดีพี ของสหรัฐที่หดตัว 4.8% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 11 ปี นับจากไตรมาส 4 ปี 2551 ซึ่งขณะนั้น จีดีพี หดตัว 8.4% 

“ฝรั่งเศส” ตัวเลข จีดีพี ไตรมาสแรกปี 2563 “หดตัว” 5.8%  ซึ่งเป็นการหดตัวมากสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 2492 

"สเปน” ตัวเลข จีดีพี ไตรมาสแรกปี 2563 "หดตัว" 5.2% เป็นการหดตัวแรงที่สุดในรอบ 50 ปี นับจากปี 2513

“สวีเดน” ตัวเลข จีดีพี ไตรมาสแรกปี 2563 “เติบโต” 0.5% โดย สวีเดน ถือเป็นประเทศที่ยังไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกจึงยังไม่สูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสวีเดน คาดการณ์ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีในปี 2563 จะหดตัวราว 7% เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 80 ปี นับจากปี 2483



สำหรับฝั่ง “เอเชีย” ที่ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแล้ว เช่น “จีน” ตัวเลข จีดีพี ไตรมาสแรก “หดตัว” 6.8% ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ที่จีนเริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 2535 โดยจีนเป็นชาติแรกที่เผชิญกับวิกฤติโควิดก่อน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเต็มรูปแบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 และรัฐบาลจีนก็อยู่ระหว่างพิจารณาที่จะ “ยกเว้น” การตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้

 “ฮ่องกง” ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2563 “หดตัว” 8.9% เป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งการหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจฮ่องกง นอกจากเป็นผลของวิกฤติโควิดแล้ว ยังเป็นผลจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อยาวนานด้วย

“เกาหลีใต้” แม้เศรษฐกิจไตรมาสแรกยัง “ขยายตัว” ได้ 1.3% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 11 ปี นับจากไตรมาส 3 ปี 2552 ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ 0.9% และถ้าดูไส้ในของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ก็จะเห็นชัดเจนว่า การบริโภคภาคเอกชน “หดตัว” ลึกถึง 6.4% เป็นการหดตัวมากสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินเอเชียในปี 2541

ขยับมาดูใกล้บ้านเราอีกนิดในกลุ่ม TIP (ไทย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์) ซึ่งก็คือ “อินโดนีเซีย” กับ “ฟิลิปปินส์” โดย “อินโดนีเซีย” แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2563 จะ “เติบโต” 2.97% แต่เป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 19 ปี นับจากปี 2544 

ขณะที่ “ฟิลิปปินส์”  ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2563 “หดตัว” 0.2% เป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 21 ปี นับจากไตรมาส 4 ปี 2541

ส่วนของ “ไทย” ทาง “สภาพัฒน์” จะประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกปี 2563 ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.นี้ ซึ่ง “สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจ” ต่างประเมินว่าจะ “หดตัว” ราว 2.1-3.3% ถือเป็นการ “หดตัว” มากสุดรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2554 



โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ประเมินโอกาสที่จะเกิดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราต่าง ๆ  ไว้ในรายงานนโยบายการเงิน ฉบับล่าสุดเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งหากดูว่าช่วงไหนมีโอกาสความเป็นไปได้จะเกิดขึ้นมากที่สุด พบว่าในไตรมาสแรกของปีนี้มีโอกาสมากที่สุดถึง 69%  ที่ “จีดีพี” จะหดตัวในช่วง 0% ถึง -6%  แต่ถ้าอยู่ในช่วง 0% ถึง -3% จะมีโอกาสเพียง 31%
และไตรมาส2  คาดว่าจะ “หดตัวรุนแรง” ที่สุด อยู่ในช่วง -6% ถึง -12%  ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดถึง 60%  ส่วนไตรมาส 3 และ4  ธปท.ประเมินว่าจีดีพีจะหดตัวลดลงอยู่ในช่วง -3% ถึง -9%  แต่มีโอกาสจะเกิดขึ้น 40% และ 35% ตามลำดับ 

ด้าน ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ “วิจัยกรุงศรี” ประเมินว่า “จีดีพี” ไตรมาสแรกของปี 2563 จะ “หดตัว” ราว 2.1% และการหดตัวจะ “ลึกสุด” ในไตรมาส 2 ที่ประมาณ -8.3% ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วง ไตรมาส 3 และ 4 ที่ราว ๆ -5.7% และ -4.1% ตามลำดับ โดยทั้งปีจะหดตัวประมาณ 5% 

ทางด้าน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ “อีไอซี” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า ไตรมาสแรกปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะ “หดตัว” ราว 3.3% และจะลงไป “หนักสุด” ช่วงไตรมาส 2 ที่ประมาณ 9.3% ส่วนไตรมาส 3 จะยังหดตัวที่ประมาณ 6.2% และเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 4 แต่ยังคงหดตัวที่ประมาณ 3.8% ขณะที่ทั้งปี 2563 จีดีพี จะหดตัวราว 5.6% 

เช่นเดียวกับ “ฝ่ายวิเคราะห์” ของ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร ซึ่งประเมินว่า “จีดีพี” ไตรมาสแรกปี 2563 จะ “หดตัว” ราว 2.9% ก่อนจะลงไป “ลึกสุด” ในช่วงไตรมาส 2 ที่ 13% ขณะที่ ไตรมาส 3 ของปี “จีดีพี” ยังคงหดตัวรุนแรงในระดับ 11.4% และเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้าย แต่ก็ยังติดลบถึง 9.1% โดย บล.ภัทร ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีนี้จะหดตัวถึง 9%

จากประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของแต่ละสำนักวิจัย จะพบว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก แม้คาดกันว่าจะ “หดตัว” ราว 2.1-3.3% แต่ถือเป็นไตรมาสที่หดตัว “น้อยสุด” เมื่อเทียบกับไตรมาสที่เหลือของปี โดยที่ “ไตรมาส2” ถือเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทย “ลงลึกสุด” ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจไทย ณ ห้วงเวลานี้กำลังอยู่ “ใจกลาง” ของพายุ

ทั้งนี้ จากข้อมูลจะเห็นว่า การประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ของฝ่ายวิจัย บล.ภัทร  ที่คาดการณ์จีดีพีหดตัวมากที่สุดนั้น เป็นตัวเลขที่มีการปรับประมาณการณ์ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา   โดย “พิพัฒน์ เหลือนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร บอกว่า ฝ่ายวิจัยของ “ภัทร”  เพิ่งปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ เป็น “หดตัว” 9% จากเดิมซึ่งคาดว่าจะหดตัว 6.8%  สาเหตุหลักของการปรับลดประมาณการในครั้งนี้ มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ 



พิพัฒน์ บอกว่า ประมาณการเดิมของ บล.ภัทร ประเมินว่า ตลอดทั้งปีในปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ราวๆ 15 ล้านคน แบ่งเป็น ไตรมาสแรกราว 7-8 ล้านคน ส่วนไตรมาสที่ 2 แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย แต่จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 ที่ราว ๆ 2 ล้านคน และไตรมาสสุดท้ายเริ่มดีขึ้นเป็น 5 ล้านคน 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันต้องบอกว่า สมมติฐานดังกล่าว มีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ลงเหลือเพียง 10 ล้านคน แบ่งเป็น ไตรมาสแรก อยู่ราว ๆ 7-8 ล้านคน ส่วนไตรมาสที่ 2 และ 3 แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย ขณะที่ไตรมาสสุดท้าย เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้างที่ประมาณ 1 ล้านคน 



นอกจากนี้  ฝ่ายวิจัยบล.ภัทร ยังได้ตั้ง “สมมติฐาน” ทางเศรษฐกิจไว้ 3 รูปแบบ แต่ละแบบมีผลต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันไป โดย “สมมติฐานแรก” คือ ประเมินว่าหลังคลายล็อกดาวน์แล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น จนทำให้ต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งสมมติฐานนี้ อาจมีความเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่รุนแรง โดยคาดว่า “จีดีพี” มีโอกาสหดตัวมากกว่า 10% ในปีนี้



สมมติฐานที่สอง คือ หลังคลายล็อกดาวน์แล้วยังสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ดี แต่ยังไม่สามารถเปิดพรมแดนระหว่างประเทศได้ เพราะแม้ไทยจะไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ แต่ต่างประเทศยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การเดินทางข้ามประเทศแม้จะเริ่มปลดล็อก แต่ยังต้องกักตัวเพื่อรอดูอาการ 14 วัน ดังนั้นผู้ที่เดินทาง ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยประมาณการเศรษฐกิจที่ติดลบ 9% ตั้งอยู่บนสมมติฐานข้อนี้



ส่วนสมมติฐานสุดท้าย คือ เริ่มเปิดพรมแดนให้กับบางประเทศที่เริ่มควบคุมผู้ป่วยได้ เช่น จีน เกาหลีใต้ หรือ ไต้หวัน ซึ่งในสมมติฐานนี้หากมีเครื่องตรวจโรคที่สามารถตรวจวัดผลได้เร็ว และลดการกักตัวเพื่อรอดูอาการลงจาก 14 วัน เหลือเพียง 2 วัน พร้อมทั้งมีเครื่องมือในการติดตามว่า ผู้เดินทางเข้ามาไปสถานที่ใดบ้าง ซึ่งสมมติฐานข้อนี้ ถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัวน้อยกว่า 9% 

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวเลข  “การคาดการณ์”  ต้องติดตาม “ตัวเลขจริง” ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.นี้ทาง “สภาพัฒน์” จะประกาศให้ทุกคนได้รับทราบ และเมื่อเห็นตัวเลขจริงแล้ว  การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปีนี้ก็น่าจะมีชัดเจนและความแม่นยำขึ้น  

ติดตามรายการ เศรษฐกิจ Insight ตอน GDP ไตรมาสแรกปีนี้  ส่งสัญญาณ “ดิ่งเหว”
ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Dodte-5vhN8
เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand