3
shared

'COVID-19' ทุบเศรษฐกิจ CLMV สะเทือนไทยแค่ไหน?

4 พฤษภาคม 2563 13:05 124
'COVID-19' ทุบเศรษฐกิจ CLMV สะเทือนไทยแค่ไหน?

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจ CLMV ในปีนี้จะเติบโตได้ถึง 6.5% จากปัจจัยการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ CLMV อย่างหนัก

รายการ เศรษฐกิจ insight วันที่ 4 พ.ค.63   ได้วิเคราะห์ว่า  เศรษฐกิจ CLMV (กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นกลุ่มประเทศดาวรุ่งในภูมิภาคอาเซียน ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจ CLMV จะเติบโตได้ถึง 6.5% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ CLMV อย่างหนัก โดยผ่านทางกลไกการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว และภาคการส่งออก ตลอดจน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการปิดเมือง ปิดสถานประกอบการบางประเภทที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มประเทศ CLMV ในปัจจุบัน ณ วันที่ 21 เมษายน 2563 ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศกลุ่มประเทศ CLMV มี 530 คนดังนั้นการที่มีมาตราการที่เข้มงวดเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศ CLMV สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ไว้ได้ และทำให้มาตรการปิดเมืองจะคงอยู่เพียงในระยะสั้น แต่ผลกระทบหลักในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ CLMV คงจะเป็นผลกระทบจากการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ เช่น รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว และรายได้จากการส่งออก ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ในปีนี้

          

กลุ่มประเทศ CLMV มีระดับการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศแตกต่างกันตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศต่อ GDP จะพบว่า เราจะสามารถจำแนกประเทศออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


          1) ประเทศที่พึ่งพารายได้จากทั้งการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว คือ กัมพูชา ซึ่งมีทั้งมูลค่าการส่งออกมากกว่า 50% ของ GDP และมีรายได้ท่องเที่ยวมากกว่า 10% ของ GDP

          2) ประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกแต่ไม่ค่อยพึ่งพารายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว คือ เวียดนาม ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 50% ของ GDP แต่มีรายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่า 10% ของ GDP

          3) ประเทศที่ไม่ค่อยพึ่งพารายได้จากเศรษฐกิจโลก คือ เมียนมา และ สปป. ลาว ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 20%-30% ของ GDP และ มีรายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่า 10% ของ GDP

ซึ่งระดับการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศในธุรกิจที่แตกต่างกันนี้ จะทำให้กลไกการส่งผ่านผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 มีความแตกต่างกันตามไปด้วย โดยรายละเอียดของผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ในแต่ละประเทศมีดังต่อไปนี้


กัมพูชา เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 หนักที่สุด โดยในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปกัมพูชาลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คาดว่าจะหดตัวมากกว่า 90% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่จะเป็นธุรกิจกลุ่มสุดท้ายที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ 

นอกจากนี้ กัมพูชายังพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาด EU และสหรัฐฯ มากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61.2% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และ EU เป็นหลัก 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ถึง 39% และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกไปยังตลาดไทยก็ขยายตัวได้ถึง124% ที่มาจากการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป (53.5%) ผักผลไม้ (44.9%) และทองคำ (598.3%)  แต่จะเริ่มหดตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของกัมพูชาคาดว่าจะหดตัวประมาณ 10% ส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาโดยรวมจะหดตัวกว่า 0.9% ในปีนี้

ขณะที่ยอดการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี คิดเป็น 1,891 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 61,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ในช่วงสามเดือนแรก เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ


มาที่ประเทศเวียดนาม  เวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านช่องทางการส่งออกมากที่สุด ยังนับเป็นโชคดีที่เป็นประเทศที่มีคู่ค้าหลากหลาย ครอบคลุมถึง 4 ภูมิภาค ได้แก่ EU สหรัฐฯ จีน และอาเซียน  สินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะได้รับอานิสงค์จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปด้วยการทำงานที่บ้าน (Work From Home)

รัฐบาลเวียดนามเองก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวงเงินอุดหนุนมากที่สุดในกลุ่มประเทศ CLMV และยังเป็นประเทศเดียวที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบเงินให้เปล่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย และผู้ว่างงาน คิดเป็นจำนวนเงิน 36 ล้านล้านดองเวียดนาม หรือคิดเป็น 0.5% ของ GDP ของเวียดนาม ตลอดจน มีมาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และผ่อนผันการชำระภาษีที่ดิน คิดเป็นมูลค่า 180 ล้านล้านดองเวียดนาม หรือ 2.5% ของ GDP ของเวียดนาม 

สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามรายงานอัตราการว่างงานสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยในไตรมาสแรก คนเวียดนามวัยทำงาน ว่างงานเกือบ 1.1 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 26,000 คน หลังจาก โควิด-19 ระบาดในเวียดนามช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา 



ขณะที่ กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เวียดนาม รายงานยอดการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางการเกษตรและการประมง 4 เดือนแรก คิดเป็นมูลค่า 21,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 684,000 ล้านบาท โดยสามารถส่งออกสินค้าได้ 11,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 385,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลง 4.9% ขณะที่การนำเข้าคิดเป็นมูลค่าราว 9,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 297,000 ล้านบาท ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่สำคัญหลังจากวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเวียดนามจะกลับมาส่งออกข้าวได้อีกครั้ง คาดการณ์ว่าปีนี้เวียดนามจะผลิตข้าวได้ 43.5 ล้านตัน  ซึ่งจะถูกนำไปบริโภคภายในประเทศราว 30 ล้านตัน 

ดังนั้น ในภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามจะยังพอเติบโตได้ โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ยังคงเติบโตที่ 3.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในไตรมาสที่ 2 จะแย่ลงกว่าไตรมาสแรก แต่จะพลิกฟื้นตัวได้เร็วในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ทำให้คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ในระดับ 3.6% ในปี 2563


เมียนมา เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม และกัมพูชา เพราะมีรายได้จากภาคการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกของเมียนมาก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของเมียนมา คือ ก๊าซธรรมชาติ และ สินแร่ต่าง ๆ เช่น ทองแดง ได้รับผลกระทบหนักจากราคาเชื้อเพลิง และราคาโลหะพื้นฐานต่าง ๆ ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ สินค้าส่งออก อย่างเสื้อผ้าและสิ่งทอ ก็ได้รับผลกระทบหนักทั้งจากการปิดโรงงานในจีน ทำให้โรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอหลายแห่งต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม การส่งออกจากเมียนมามายังตลาดไทย ยังเติบโตได้ 2.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (990%) สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง (67.5%) สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (50.2%) ตลอดจนสินแร่ต่าง ๆ (52.5%) 

ส่วนข้าวจะถูกส่งออกไปยังประเทศในเอเซีย / แอฟริกา และยุโรป เป็นหลัก ซึ่งจากข้อมูลในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมพาพันธ์ พบว่า เมียนมาส่งออกข้าวทางทะเล ไปแล้วกว่า 40,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์ หรือราว 421 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีการส่งออกไปยังประเทศจีนถึง 8,000 ตัน  ดังนั้นการส่งออกของเมียนมาจะเริ่มหดตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของเมียนมาคาดว่าจะหดตัวประมาณ 10%


ส่วนมาตรการในการช่วยเหลือจากต่างประเทศ ปัจจุบัน EU ได้จัดตั้งกองทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน (Quick Assistance Fund) มูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 543 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยกองทุนนี้จะให้เงินอุดหนุนแก่โรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ยังจ้างแรงงานอยู่ และให้เงินจำนวน 75,000 จ๊าด (ประมาณ 1,700 บาท) เป็นเวลา 3 เดือนกับแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ถูกเลิกจ้าง และถูกปลดออกจากงานมากกว่า 25,000 คน จาก 40 โรงงาน ขณะที่ แรงงานอีก 350,000 คนมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับค่าจ้างและถูกปลดออกจากงานถาวร    

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน และระบบบำบัดน้ำเสีย ส่วนรัฐบาลจีนก็ได้อนุมัติโครงการลงทุน 22 โครงการมูลค่า 678 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง 

และรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยังเดินหน้าโครงการก่อสร้างสะพานระหว่างเมืองย่างกุ้ง-ดาลามูลค่ากว่า 154 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และโครงการพัฒนาเมืองดาลาใหม่ (Dala New City) มูลค่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะยังเติบโตได้ในระดับ 4.3% ในปี 2563


 

สปป. ลาว ก็เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้พึ่งพารายได้จากธุรกิจท่องเที่ยว หรือภาคการส่งออกมากนัก ในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยวของลาวพึ่งพานักท่องเที่ยวไทยมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หนักที่สุดในอาเซียนในปีนี้ จึงคาดว่าธุรกิจท่องเที่ยวของลาวน่าจะได้รับผลกระทบหนักตามไปด้วย 

ส่วนส่งออก ลาวยังพึ่งพาการส่งออกทองแดง และสินแร่ต่าง ๆ รวมเป็นมูลค่ากว่า 26% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด   โดยในไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกสินค้ามายังไทยมีสัดส่วนการส่งออกถึงเกือบ 50% ของการมูลค่าการส่งออก ยังขยายตัวถึง 20% โดยเฉพาะ พลังงานไฟฟ้า (24.4%) ผักและผลไม้ (112.5%) ตลอดจน แร่และผลิตจากแร่ (54.5%) รวมตลอดปี 2563 การส่งออกของสปป.ลาวคาดว่าจะหดตัวประมาณ 5%

สำหรบการช่วยเหลือจากต่างประเทศหรือองค์กรณ์ต่างๆนั้น   ธนาคารโลกได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่วนจีนได้ส่งทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์มาให้เพื่อต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19  และรายได้ส่วนใหญ่ของประชากรไม่ได้รับผลกระทบมาก จึงทำให้การบริโภคในครัวเรือนยังเติบโตได้



รัฐบาลลาวเองก็ประกาศพักการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมทางการต่างๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แก่ การยกเลิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย / การขยายเวลาชำระภาษีการใช้ถนนออกไปถึงสิ้นเดือน 30 มิถุนายน / การยกเลิกภาษีสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ ตั้งแต่ 50 ล้าน ถึง 400 ล้านกีบ ในไตรมาสที่ 2 และ การยืดเวลาเก็บภาษีธุรกิจท่องเที่ยวออกไปอีก 3 เดือนเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน

ในขะที่ ธนาคารพาณิชย์ของลาวเองก็ลดค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งผ่อนคลายมาตรการออกเงินกู้ใหม่สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ด้วย

ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คาดว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวจะยังเติบโตได้ในระดับ 3.9% ในปี 2563


แม้ว่าวิกฤตโควิด-19 จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่เศรษฐกิจ CLMV ก็ยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 3.4% ในปีนี้   โดยรวมยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ระดับ 6.4% ในปี 2564และ 6.5% ในปี 2565 ซึ่งความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเฉพาะต่าง ๆ

เมื่อโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ CLMV อย่างหนักที่สุดแค่ปีนี้เพียงปีเดียว จึงถือเป็นข่าวดีของภาคการส่งออกไทยที่คาดว่าจะพลิกกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า โดยมีปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียวคือราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังประเทศกัมพูชา ลาวและเมียนมา 

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่มูลค่าการส่งออกไทยในตลาด CLMV จะกลับมาขยายตัวได้ในปีหน้ามีค่อนข้างสูง ส่วนมูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม จะหดตัว 8.9% 7.3% 6.1% และ 13.3% ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาก สำหรับเวียดนาม มูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของไทยในตลาดเวียดนามคือ รถยนต์ ซึ่งจัดเป็นสินค้าคงทนที่ผู้บริโภคจะเลื่อนการตัดสินใจซื้อเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อรายได้ลดลง ส่วนการส่งออกอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น จะไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนัก และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มูลค่าการส่งออกจะขยายตัวได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ปูนซีเมนต์และสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าก็คาดว่าจะยังขยายตัวได้ เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการตามกำหนดการเดิม

ติดตามรายละเอียดได้ที่ รายการเศรษฐกิจ Insight https://www.youtube.com/watch?v=KMNblwwGDeA

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand