4
shared

ฟินเทคส่งจม.ปิดผนึกเสนอ 2 มาตรการรัฐบาลช่วยสตาร์ทอัพฝ่าวิกฤตโควิด-19

2 พฤษภาคม 2563 09:27 152
ฟินเทคส่งจม.ปิดผนึกเสนอ 2 มาตรการรัฐบาลช่วยสตาร์ทอัพฝ่าวิกฤตโควิด-19

ฟินเทคเสนอ 2 มาตรการให้รัฐบาลไทยช่วยอุ้มสตาร์ทอัพสนับสนุนแหล่งเงินทุน ฝ่ามรสุมวิกฤตโควิด-19

วันนี้ ( 2 พ.ค. 63 )สมาคมฟินเทคประเทศไทยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 และดําเนินการเรื่อยมา โดยมีพันธกิจหลักเพื่อส่งเสริม สนับสนุนพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมฟินเทคของประเทศไทย โดยในปัจจุบันสมาคมฟินเทคประเทศไทยมีสมาชิกทั้งหมด 111 ราย 

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 โรคติดต่อที่ร้ายแรงและยังไม่สามารถควบคุมได้ ทําให้หลาย ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเจอกับปัญหามากมาย นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลําบากทั้งในด้านการดํารงชีวิตและด้านระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดเคลื่อนไหวและผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง รวมถึงผู้ที่ทําธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มสัญชาติ ไทย ที่กําลังมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยตามแนวทาง “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศไทย เป็นผลให้ผู้ที่ทําธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตครั้งนี้เช่นกัน 

ทาง สมาคมฯ จึงเล็งเห็นความสําคัญของฟินเทคสตาร์ทอัพที่เป็นกําลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของชาติ ให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยี ทางการเงินที่สามารถแข่งขันและเทียบเท่ากับนานาประเทศได้ อีกทั้งสตาร์ทอัพเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและยังช่วยเพิ่ม มูลค่าทางเศรษฐกิจไทยได้อีกด้วย 

ในปัจจุบันสตาร์ทอัพของต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการเงิน ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น บริการชําระเงิน บริการประกันภัย บริการการปล่อยสินเชื่อ เป็นต้น 

หากสตาร์ทอัพของไทยไม่ได้รับการ สนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มจากคนไทยด้วยกันเอง สตาร์ทอัพจากต่างประเทศเหล่านี้จะเข้ามาควบคุมโครงสร้างพื้นฐานโดยผูกขาด ตลาดในประเทศไปโดยสิ้นเชิงส่งผลกระทบทางด้านลบทั้งต่อภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าฟิน เทคสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นคือกลุ่มธุรกิจที่เป็นกําลังสําคัญของประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยตรงจากสถานการณ์วิกฤตนี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาจากภาครัฐให้ผ่านจากวิกฤตนี้ไปได้ จะส่งผลให้เกิดการเลิกจ้าง งานและสูญเสียธุรกิจที่เป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีทางการเงนิของประเทศไปด้วย 

จึงใคร่ขอเสนอมาตรการในการขอความช่วยเหลือฟินเทคสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม ดังต่อไปนี้ 

มาตรการ/นโยบาย ช่วยเหลือสตาร์ทอัพช่วงวิกฤต

1. มาตรการแหล่งเงินทุน Soft Loan (เงินกู้ผ่อนปรน) แบบ Fast Track 

1.1 รัฐปล่อย Soft Loan สําหรับ Startup ที่ยังไม่เคยระดมทุน 

เสนอให้จัดตั้งกองทุนขึ้น แล้วแต่งตั้งกองทุน Startup ที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้ามาช่วยบริหารและพิจารณาอนุมัติวงเงินให้ Startup ที่ยังไม่เคยระดมทุน โดยเลือกจากกองทุนเอกชนไทย เช่น กองทุน Inno Space, กองทุน 500 Tuktuks, กองทุน Krungthai Ventures , CVC, กองทุนของธนาคารทั้งภาครัฐและเอกชน แล้วให้สมาคม VC, สมาคมฟินเทคประเทศไทย และ สมาคมไทยเทค สตาร์ทอัพ มีหน้าที่ในการตรวจสอบรายชื่อบริษัท Startup ว่าเป็น Startup ที่ดี มีความน่าเชื่อถือและทําธุรกิจจริง เพื่อพิจารณาการ อนุมัติเงินทุนแบบ Fast track 

1.2 รัฐปล่อย Soft Loan เป็น Co-Investment / Matching Fund กับนักลงทุนอื่นๆ ที่สนใจลงทุน เพื่อช่วย Startup 


ลักษณะเป็นCo-Investmentโดยให้รัฐปล่อยSoftLoanมาให้ก่อนแล้วให้Startup นั้นๆสามารถหานักลงทุนในรูปแบบ ใดๆ ก็ตาม เช่น Angel investor, VC, CVC, บริษัท, กลุ่มบริษัท, ธนาคาร หรือ กองทุนทั้งภาครัฐและเอกชนใดๆ ที่มีหลักฐานทางการ ลงทุน มี Track Record การลงทุนที่น่าเชื่อถือมาร่วมลงทุนด้วย โดยหากเอกชนลงทุนเท่าไรภาครัฐจะลงทุนสมทบในสัดส่วนเดียวกัน โดยวงเงินลงทุนรวมต้องไม่เกิน 30 ล้านบาท เช่น หาก Startup ต้องการเงินลงทุน 30 ล้านบาท ให้ยื่นเสนอขอ Soft Loan จากภาครัฐ


ในเบื้องต้น โดยกรอบการพิจารณาไม่ควรเกิน 15 วัน เมื่อภาครัฐอนุมัติแล้ว Startup สามารถนําการอนุมัตินี้ไประดมทุนในลักษณะ Matching Fund กับนักลงทุนรูปแบบใดๆ โดยหากนักลงทุนตัดสินใจลงทุน 15 ล้านบาท ภาครัฐจะสมทบอีก 15 ล้านบาทในรูปแบบ Soft Loan 

ทั้งนี้ภายหลังรัฐอาจจะพิจารณาเปลี่ยน Soft Loan เป็นหุ้นหรือพิจารณาขายให้กับนักลงทุนรายอื่นที่สนใจ (เพื่อรับเงิน Soft Loan คืน) 

กรณีนี้จะช่วยให้ทั้งนักลงทุนมีความมั่นใจในการร่วมลงทุน ภาครัฐเองก็ลดความเสี่ยงในการคัดกรองการลงทุนเนื่องจากนัก ลงทุนช่วยคัดกรองให้ระดับหนึ่งแล้ว ทั้งยังสามารถช่วยให้บริษัท Startup มีระยะเวลาในการดําเนินธุรกิจ (Runway) ที่ยาวพอในการ ก้าวผ่านวิกฤตและสร้างการเติบโตหลังวิกฤตโควิด-19 ได้ 

1.3 รัฐปล่อย Soft Loan ให้ Startup ที่เคยระดมทุนมาแล้วแต่ขาดสภาพคล่องในช่วงวิกฤตนี้ 

กําหนดให้ Startup ที่เคยได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนในรูปแบบใดๆ เช่น Angle Investor, VC, CVC, บริษัท, กลุ่มบริษัท, ธนาคารหรือกองทุนทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนําหลักฐานการได้รับเงินลงทุนนั้นๆ (Track Record) มาอ้างอิงเพื่อขออนุมัติเงิน ลงทุนจากภาครัฐในลักษณะ Soft Loan หรือ Convertible Note เพิ่มเข้าไป โดยให้สัดส่วนสูงสุดเท่ากับจํานวนเงินระดมทุนรวมที่เคย ได้รับ แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท เช่น หาก Startup ใดๆ เคยได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนมาก่อนหน้ารวม 30 ล้านบาท สามารถยื่นขอ SoftLoanหรือConvertibleNoteจากภาครัฐได้ในวงเงนิสูงสุด30ล้านบาทเช่นกัน 

ทั้งนี้การสนับสนุนรูปแบบนี้จะช่วย Startup ที่กําลังเติบโตแต่ประสบปัญหาจากภาวะวิกฤตได้มาก เนื่องจาก Startup ระดับนี้ มักเป็นช่วงเวลาการเติบโตที่จําเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการ Scale ธุรกิจ จึงไม่สามารถทํากําไรในช่วงระยะเวลานี้ได้ ซึ่งทําให้ไม่สามารถ ผ่านการพิจารณาโดยเกณฑ์ปกติของธนาคารโดยทั่วไป แต่การที่ Startup สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีนักลงทุนที่มีหลักฐานทางการลงทุนมี Track Record การลงทุนที่น่าเชื่อถือมาร่วมลงทุนด้วยมาก่อน แสดงว่าบริษัท Startup นั้นๆ มีมูลค่าในการลงทุนและมศี ักยภาพในการ สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้จริง การช่วยให้บริษัท Startup เหล่านี้ได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 นี้ไปได้ จะ ช่วยให้ประเทศไทยเกิดขุนพลด้านเศรษฐกิจนวัตกรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในอนาคต 

2. Grant Base (การให้เงินทุนสนับสนุน)


2.1 รัฐช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของ Startup 

เสนอให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของ Startup จากทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยที่รัฐเป็นผู้ช่วยสนับสนุนเงินในส่วนดังกล่าว เช่น


- บริการจัดส่งอาหารและเอกสารแก่ประชาชน, บริษัท, หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ โดย Startup จะจัดทําคูปองส่วนลดให้ ลูกค้าได้ใช้ฟรี (แต่รัฐเป็นผู้ Subsidise)

- การส่งเสริมให้ธุรกิจ SME และ Startup สามารถระดมทุนหรือกู้ยืม Soft Loan ผ่านช่องทาง Fintech Startup โดยภาครัฐ จะเป็นผู้สนับสนุนทั้งในส่วนของ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม รวมถึงเป็นแหล่งเงินให้กับธุรกิจที่เข้ามาใช้บริการเพื่อให้ได้รับเงินทนุ ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

- การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ในการก้าวเข้าสู่โลก Digital ใน Platform ต่างๆ เช่น e-learning, e-commerce, ทักษะ การ Coding Programming, การ Upskills และ Reskills ต่างๆ โดยให้ประชาชนและผู้สนใจใช้ฟรี (แต่รัฐเป็นผู้ Subsidise) เป็นต้น 

2.2 รัฐช่วยสนับสนุน เรื่องเงินเดือนพนักงาน 

หากบริษัท Startup ไม่สามารถอยู่ได้ พนักงานและแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน และจะทําให้ประเทศไทย สูญเสียแรงงานคุณภาพในการพัฒนาประเทศเข้าสู่โลกนวัตกรรม ดังนั้นรัฐจึงควรสนับสนุนบริษัท Startup ในเรื่องการจ้างงานพนักงาน ให้สามารถทํางานอยู่ได้ ภายใต้มาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ในการแก้ไขภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยอ้างอิงจากตัวอย่างของประเทศสิงคโปร์ ที่มีการช่วยเหลือบริษัทในการจ่ายเงินเดือนพนักงานในอัตรา 25% , 50% , 75%

จึงขอเสนอให้รัฐช่วยเหลือด้านเงินเดือนพนักงานในอัตรา 50% ของจํานวนค่าจ้างรวม โดยให้ใช้เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานใน ไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 (ช่วงที่วิกฤติยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก) มาสนับสนุนเงินเดือนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเริ่มช่วยเหลือตั้งแต่เดือน เม.ย. 2563 เป็นต้นไป (ช่วงที่ได้รับผลกระทบหนัก) เช่น 

- หากบริษัทจ่ายเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทรวมกันเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท รัฐจะสนับสนุนให้ 500,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน - มิถุนายน 2563) โดยระยะเวลาการสนับสนุน อาจขยายต่อเป็น 6 เดือนตามมาตรการใดๆ ของภาครัฐ ที่ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจ้างงานในอนาคต หากทําเช่นนี้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถคงอัตราการจ้างงานไมใ่ ห้ลด น้อยลงตลอดช่วงการสนับสนุนมาตรการได้ 

ในขณะเดียวกัน ในฐานะที่รัฐ Subsidise เงินเดือนพนักงานของบริษัท Startup ที่เข้าร่วมโครงการ เรายินดีที่จะจัดกําลัง ทรัพยากรบุคคลของเราที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่หลากหลาย มาเป็นอาสาสมัครในการสนับสนุน ช่วยเหลือ โครงการต่างๆ ของรัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่อง Fintech, Innovation และ Technology ในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่โลก Digital รวมทั้งการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศไทยให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุค Digital Transformation อย่างไม่ต้อง ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อน 

โอกาสจากภาวะวิกฤต และ Recovery Idea 

ทางสมาคมฟินเทคประเทศไทยขอเสนอ Recovery Idea ที่จะช่วยให้เราคว้าโอกาสหลังวิกฤตครั้งนี้ได้คือ 

1. ส่งเสริมให้คนไทยใช้ Platform นวัตกรรมของ Startup ไทย อย่างแพร่หลาย 

- เช่น การจัดส่งอาหาร, e-learning, e-commerce และ Future Skills ต่างๆ 

2. เปิดระบบนิเวศของเงินกู้ให้ครอบคลุม ถึง Fintech Startup และ SMEs 

- เสนอรัฐให้เปิดโอกาสให้ช่องทางอื่นๆ เช่น Non Bank และรวมทั้ง Fintech Startup สามารถปล่อยเงินกู้ หรือ Solf Loan ให้เข้าถึง Startup และ SMEs ที่เป็นกลุ่มที่ต้องการเงินในการสนับสนุนธุรกิจ ทั้งนี้เสนอให้แก้กฎหมายกลุ่มระบบนิเวศที่มีอยู่ให้สามารถ ใช้งานระบบของ NCB และ บสย. ได้ 

 3. เสนอให้มีการบังคับใช้ลงนามเอกสารในรูปแบบ e-signature อย่างจริงจัง 

- ในสถานการณ์โควิด-19 ทําให้เห็นความจําเป็นในการเซ็นเอกสารต่างๆ แบบออนไลน์ (การใช้ e-signature) ซึ่งในทาง กฎหมายสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงขอเสนอให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดยอมรับเอกสารใน รูปอิเล็กทรอนิกส์และไม่เรียกเอกสารกระดาษ


เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ จึงขอส่งกําลังใจ ข้อเสนอแนะ และโอกาสในการ พื้นฟูหลังวิกฤติ ทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลไทย คณะรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องจะรับฟังข้อเสนอของเรา เพื่อนําไปใช้ในการแก้ปัญหา ช่วยเหลือ เยียวยาความเดือดร้อนให้กับฟินเทคสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ให้อย่างทั่วถึงโดยถ้วน หน้ากัน ไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียธุรกิจไทยที่จะเป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอันเป็นหัวใจในการพัฒนาประเทศไทยตาม แผนยุทธศาสตร์ของชาติในอนาคต 


เกาะติดข่าวที่นี่ 

website: www.TNNThailand.com  

facebook : TNNThailand 

twitter : @TNNThailand 

Line : @TNNThailand 

Youtube Official : TNNThailand