2
shared

ต่างชาติถล่ม ”หุ้น-บอนด์” ไทย เท 2.33 แสนลบ. กดบาทอ่อนยวบ

7 เมษายน 2563 13:17 233
วิเคราะห์..การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบทั่วโลก แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่โดนหนักสุด เพียง 70 วัน มีเงินไหลออก 92,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทย 3 เดือน ต่างชาติถล่มตลาดหุ้น และตลาดบอนด์ หอบเงินออก 233,000 ล้านบาท กดเงินบาทอ่อนค่าเกือบ 10%

แม้สถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ประเทศ “ตลาดเกิดใหม่” ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และน่าเป็นห่วงมากจากผลกระทบที่เกิดขึ้น อาทิ การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างน้ำมัน และการส่งออกหยุดชะงัก ซึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยเหล่านี้

อีกความท้าทายสำคัญคือ “การไหลออก” ของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเชื่อมโยงกับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นกว่าเมื่อช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ดังนั้น หากสถานการณ์ระบาดลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2020 เงินทุนไหลออกอาจรุนแรงมากขึ้น


โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอไอเอฟ  เปิดเผยว่า ในช่วง 70 วัน นับตั้งแต่ 21 ม.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงการระบาดของโควิด-19 ทวีความรุนแรงทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติ “หอบเงินออก” จากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวม 92,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2008 มีเงินทุนไหลออกเพียง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น


“โจนาธาน ฟอร์จูน” นักเศรษฐศาสตร์ของไอไอเอฟ ระบุว่า “ถึงแม้ว่าวิกฤตการเงินปี 2008 จะมีผลกระทบยาวนานและรุนแรงกว่าวิกฤตไวรัส แต่การไหลออกของเงินทุนต่างชาติในประเทศตลาดเกิดใหม่มีความรุนแรงที่น้อยกว่าปัจจุบันมาก”

นอกจากนี้ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้ “ค่าเงิน” ของประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลงเป็นอย่างมาก รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่าง บราซิล เม็กซิโก แอฟริกาใต้ และรัสเซีย อ่อนค่าลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ  

ไอไอเอฟยังประเมินด้วยว่า บริษัทในประเทศตลาดเกิดใหม่มี “หนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” ราว 13% ของหนี้สินทั้งหมด ซึ่งการที่เงินอ่อนค่าลงย่อมทำให้มูลหนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามทิศทางของธนาคารกลางหลัก ๆ ของโลก ส่งผลให้หลายประเทศมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลออกมากขึ้น

ทั้งนี้ การไหลออกของเงินทุน ค่าเงินที่อ่อนค่าลง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซาจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา “มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลแอฟริกาใต้และเม็กซิโก ขณะที่ประเทศอื่น ก็เสี่ยงถูกปรับลดเครดิตเช่นกัน

โดย “เจมส์ แมคคอร์แมก” หัวหน้าฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศของ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ระบุว่า “บริษัทเตรียมประเมินอันดับเครดิตของรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งคาดว่าบางประเทศอาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง”

ซึ่งการถูกลดเครดิตจะสร้างความลำบากในการจัดหาทุนเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดียวที่ยังคงเหลืออยู่

อีกทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่ยังมี “กระสุน” ของนโยบายทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัดด้วยเหตุผลต่าง ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะปัญหา “หนี้สาธารณะ” ในหลายประเทศ 

ดังนั้น ความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (ไอเอ็มเอฟ) จึงจำเป็นอย่างมาก เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของไวรัสโควิด-19


สำหรับ “ประเทศไทย” ซึ่งเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ แม้จะมีฐานะการคลังที่มั่นคง โดยหนี้สาธารณะอยู่ระดับต่ำที่ 42% ของจีดีพี และมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูงถึง 2.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ประสบปัญหาเงินทุนต่างชาติไหลออกเช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ 

สะท้อนได้จาก เงินบาทไทยในช่วงนี้ “อ่อนค่า” ลงค่อนข้างเร็ว โดยล่าสุดเคลื่อนไหวในระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับช่วงสิ้นปี 2562 ซึ่งขณะนั้นเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.02 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้วร่วม 3 บาทต่อดอลลาร์ หรือคิดเป็นการอ่อนค่าลงราว 10% 


ส่งผลให้ “เงินบาท” ของ “ไทย” จึงเป็น “สกุลเงิน” ที่อ่อนค่าลงมากสุดเป็น “อันดับ 2”  ในภูมิภาค รองจากเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าลงมาราว 15.6%  ส่วนอันดับ 3 คือ ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่าลง 6.3% อันดับ 4 เงินวอน เกาหลีใต้ อ่อนค่าลง 6.1% และ อันดับ 5 เงินริงกิต มาเลเซีย อ่อนค่าลง 6.06%

การอ่อนค่าของเงินบาท สาเหตุหลักมาจาก “เงินทุนเคลื่อนย้าย” ที่ไหลออกจำนวนมาก โดยตั้งแต่ต้นปีถึง ณ วันที่ 3 เม.ย.2563 เงินทุนต่างชาติไหลออกจาก “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดตราสารหนี้” หรือ “ตลาดบอนด์” รวมแล้วกว่า 2.33 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 1.21 แสนล้านบาท และ จากตลาดบอนด์ราว 1.12 แสนล้านบาท


สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติ “เทขายสุทธิ” ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทย สืบเนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” ที่แพร่ระบาดไปยังทั่วทุกภูมิภาคของโลก สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” อย่างเต็มตัว และยังไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะจบลงเมื่อไหร่ และจบลงอย่างไร

แน่นอนว่า เมื่อทุกอย่างไม่มีอะไรชัดเจน “นักลงทุน” ย่อมเลือกที่จะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งก็คือสินทรัพย์เกือบทั้งหมดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึง “ไทย” เพื่อโยกเงินลงทุนเหล่านี้ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่อยู่ในรูป “สกุลเงิน” ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกใช้เป็น “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน และ ปอนด์ จึงเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมา สกุลเงินเหล่านี้ไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก ยกเว้น เงินปอนด์ อังกฤษ ที่มีปัญหาเศรษฐกิจในตัวเอง

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เงินไหลออกยังมีแนวโน้มไหลออกต่อเนื่อง  โดย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) “ภาดล วรรณรัตน์”  ประเมินว่า เงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยยังน่าจะเป็น “ฝั่งขาย” อย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เพราะขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณเชิงบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ “จีดีพี” รวมไปถึง “กำไร” ของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ ดัชนีเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง 


อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่า แรงขายจากนักลงทุนกลุ่มนี้จะเริ่มเบาลงเมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องมาร่วม 4 ปีแล้ว และสัดส่วนการถือครองหุ้นในปัจจุบันก็ลงมาอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551

ด้านตลาดตราสารหนี้ เริ่มเห็นสัญญาณแรงเทขายชะลอลง โดย “ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือ “ไทยบีเอ็มเอ” ระบุว่า แม้ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติจะมียอดขายสุทธิสะสมในตลาดบอนด์ไทยร่วม 1.12 แสนล้านบาท แต่ถ้าดูในช่วงปลายเดือนมี.ค. จะเห็นว่า แรงขายของนักลงทุนกลุ่มนี้เริ่มชะลอลงไปบ้าง  

นอกจากนี้ถ้าดูผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ “บอนด์ยิลด์” ของ “ไทย” เปรียบเทียบกับ “สหรัฐ” พบว่า บอนด์ยิลด์ไทย เริ่มมีระดับที่สูงกว่าบอนด์ยิลด์สหรัฐแล้ว โดยรุ่นอายุ 10 ปี ของไทยล่าสุดเคลื่อนไหวในระดับ 1.50-1.60% ขณะที่ บอนด์ยิลด์ รุ่นอายุ 10 ปี ของสหรัฐ เคลื่อนไหวในระดับ 0.60-0.70% 

ส่วนทิศทางของเงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง  โดยมุมมองจาก “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ระยะสั้นเงินบาทน่าจะยังมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ซึ่งภายในไตรมาส 2 มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ โดยเป็นผลจากแรงขายในสินทรัพย์ต่างๆ ของนักลงทุนต่างชาติ

ด้าน  “จิติพล พฤกษาเมธานันท์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยตลาดเงิน บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ไทยพาณิชย์ มองว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นมีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่ระยะยาวแล้ว เชื่อว่าค่าเงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวในระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง และยังคงมียอดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงนี้รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไปบ้างก็ตาม โดยเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะเริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้


ติดตามรายละเอียด เศรษฐกิจInsight https://www.youtube.com/watch?v=3PQcns4wFbA

เกาะติดข่าวที่นี่ 

website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand