5
shared

10 “Economic Shock” จากไวรัส COVID-19 ถล่มห่วงโซ่โลก

7 เมษายน 2563 13:16 279

10 “Economic Shock” จากไวรัส COVID-19 ถล่มห่วงโซ่โลก

วิเคราะห์ ...10 “Economic Shock” จากไวรัส COVID-19  ถล่มห่วงโซ่โลก

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ยกระดับกลายเป็นการระบาดใหญ่ หรือ Pandemic ก็ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขยายตัวตามไปด้วย เนื่องจาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้อยู่เพียงแค่ภาคการขนส่ง ภาคการผลิต หรือ ซัพพลายเชน เท่านั้น แต่ได้แทรกซึมไปถึงชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป เนื่องจาก มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ส่งผลทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกงาน เนื่องจากธุรกิจต้องปิดตัวลงชั่วคราว หรือถาวร


จึงเป็นที่มาของคำว่า “Economic Shock”  ที่รายการหยิบยกขึ้นมาวันนี้ อาจจะอธิบายได้ฟังและเข้าใจง่ายๆว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อโลกครั้งนี้ เกิดปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ (non-economic factors) และปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ (economic factors) โดยตรง 

คำว่าปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ (non-economic factors) มีอะไรบ้าง เช่น

ปรากฏการณ์การโจมตีของผู้ก่อการร้าย ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ในกรุงปารีสและการอพยพของผู้ลี้ภัยในยุโรป ได้สร้างความความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้คาดว่าจะทำให้มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกและจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก (global supply chain) และการเคลื่อนย้ายหมุนเวียนทั้งสินค้า/บริการ รวมถึงปัจจัยการผลิตของโลก 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ (economic factors)  โดยเฉพาะการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ร่วมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดความไม่แน่นอนและผันผวนต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าโลก รวมทั้งการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็กำลังสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งของการเปลียนแปลงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ประมาณ 2 เดือนกว่า ทั้ง non-economic factors  และ economic factors กล่าวไปว่าเสียหาอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างชัดเจน  และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถิตโลกใหม่ทั้ง หมด 

วันนี้ (6เม.ย.63)เศรษฐกิจ insight จึงได้รวบรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ “ครั้งใหญ่ๆ” เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คุณผู้ชมได้มองเห็นภาพรวมของความเสียหายตั้งแต่วันแรกจนมาถึงวันนี้ได้ดีมากขึ้น   และวันนี้รายการหยิบยกมา 10 เหตุการณ์เท่านั้น

เริ่มต้นกันที่ เหตุการณ์ ชาวอเมริกันตกงานมากที่สุดเป็นประวัติการณ์


 จำนวนผู้ว่างงานในสหรัฐอเมริกา

นี่เป็นข้อมูลของกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ  เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (นับถึงวันที่ 28 มีนาคม) มีชาวอเมริกันมากกว่า 6 ล้าน 6 แสนคนลงทะเบียนขอสวัสดิการว่างงาน ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ โค่นสถิติเดิม เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ที่มีคนลงทะเบียนว่างงานไป 3 ล้าน 3 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขการว่างงานที่สูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000 เปอร์เซนต์จากช่วงเวลาก่อนที่ไวรัสโควิด-19 จะระบาด

ตัวเลขการว่างงานครั้งนี้ ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างมาก ในสหรัฐอเมริกา เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการว่างงานสูงสุดก่อนหน้า คือในช่วงเดือนตุลาคมปี 2525 ที่มีคนลงทะเบียนว่างงาน 695,000 คน และในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือ Great Recession ที่มีคนลงทะเบียนว่างงาน 665,000 คนในเดือน มีนาคมปี 2552

ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์จาก Citi วาณิชธนกิจรายใหญ่ระดับโลก มองว่า จำนวนผู้ตกงานในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จนอาจทำให้อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ สูงกว่า 10 เปอร์เซนต์

ข้อมุูลนี้ที่หยิบยกมาเป็นเฉพาะของสหรัฐเท่านั้น เพราะสหรัฐฯ เป็นพี่ใหญ่ของโลกสหรัฐฯ ล้มโลกก็ล้มตามไปด้วย 

เหตุการณ์ต่อไป เกิดขึ้น


ราคาน้ำมันดิบเบรนท์

เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (30 มีนาคม) โดยสัญญาราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ซื้อขายล่วงหน้าในตลาดลอนดอน ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี ที่ราคาประมาณ 22.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ ดิ่งลงกว่า 5 เปอร์เซนต์ หลุดราคา 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปในวันเดียวกัน

โดยการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบครั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างมองว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

หนึ่ง - ภาวะความต้องการน้ำมันบริโภคน้ำมันทั่วโลกทรุด เนื่องมาจาก มาตรการจำกัดการเดินทางและมาตรการปิดเมือง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตามการคาดการณ์ของ โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกน่าจะลดลงประมาณ 18 ล้าน 7 แสนบาร์เรลต่อวัน ในเดือนเมษายนนี้

สอง – การทำสงครามราคาระหว่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก ที่ต้องการให้ผู้ผลิตน้ำมันลดกำลังการผลิตอีก 1 ล้าน 5 แสนบาร์เรลต่อวันไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยรัสเซียยืนยันจุดยืนเดิมที่ต้องการให้ผู้ผลิตน้ำมันปรับลดกำลังการผลิตตามโควตาเดิมในขณะนี้ คือ 1 ล้าน 7 แสนบาร์เรลต่อวัน ต่อไปจนถึงสิ้นสุดไตรมาส 2 

ดาวน์โจนส์ดิ่งหนักสุดในรอบ 33 ปี


เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ดิ่งเกือบ 3,000 จุด ซึ่งนับเป็นการร่วงลงที่หนักที่สุดในรอบ 33 ปี หรือนับจากเหตุการณ์ “แบล็กมันเดย์” ในปี 2530 หรือร่วงสะสมมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ตั้งแต่ต้นปี

โดยการร่วงลงของดาวน์โจนส์ครั้งนี้ เกิดขึ้นตอบรับการประกาศลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน ของระบบธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เฟด (Fed) ที่ตัดสินใจลดดอกเบี้ยฉุกเฉินลง 1 เปอร์เซนต์ สู่ระดับ 0 ถึง 0.25 เปอร์เซนต์ พร้อมออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี (QE) เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจาก นักลงทุนต่างรู้สึกกังวลกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น

เช่นเดียวกับ เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา  ที่ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอน ต้องเผชิญกับวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ ‘แบล็กมันเดย์’ ในเดือนตุลาคมปี 2530 เช่นกัน โดยดิ่งลงประมาณ 11 เปอร์เซนต์ ก่อนปิดที่ 5,237 จุด และเป็นจุดที่ต่ำสุดนับจากปี 2555

"เงินปอนด์อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 35 ปี"

ยังอยู่กันที่ประเทศอังกฤษ โดยเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ เงินปอนด์อ่อนค่าลง 5 เปอร์เซนต์ ที่ระดับ 1.15 ดอลลาร์ ภายในวันเดียว หรือ อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 35 ปี เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

นีล วิลสัน (Neil Wilson) หัวหน้านักวิเคราะห์จากเว็ปไซต์ มาร์เกตส์ ดอท คอม ระบุว่า การอ่อนค่าของเงินปอนด์ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษมูลค่ามหาศาล 

"สกุลเงินดิจิทัลร่วงลงเกือบ 50% ภายใน 24 ชั่วโมง"

สินทรัพย์เกิดใหม่อย่างสกุลเงินดิจิทัล ก็ได้รับผลกระทบด้วยไม่ต่างกัน โดยเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมากมูลค่าตามราคาตลาด หรือ "Market Cap" ของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดหายไปประมาณ 9 หมื่น 3 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ หรือเกือบ 3 ล้านล้านบาท โดย “บิทคอยน์” ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงกว่า 48 เปอร์เซนต์ ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง แตะระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ / ขณะที่ “อิเธอร์เรียม” (ethereum) สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 2 ของโลกลดลง 49 เปอร์เซนต์ และ “เอ็กซ์อาร์พี” (XRP) สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 3 ของโลกลดลง 42 เปอร์เซนต์ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นักลงทุนหลายคนมองว่า “บิทคอยน์” เปรียบเสมือน “ทองคำ” ในโลกดิจิทัล หรือถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ที่จะยังคงมีมูลค่าคงเดิมหรือสูงขึ้น แม้ในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่การร่วงลงในวันนี้ ทำให้นักลงทุนอาจต้องพิจารณาสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น แม้ว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม


"ราคาน้ำส้มทั่วโลกพุ่ง 20 เปอร์เซนต์"

อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง คือ ราคาน้ำส้มฟิวเจอร์ในตลาดทั่วโลก ที่พุ่งสูงกว่า 20 เปอร์เซนต์ในเดือนมีนาคม และนับเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่ทำรายได้ดีที่สุด (Best performing asset) ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจาก มีรายงานวิจัยบางชิ้นเสนอว่า วิตามินซี สามารถเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยต่อต้านแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ แคฟเฟอรี่ ศาสตราจารย์ด้านชีวเคมีมหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีน ในสกอตแลนด์ ได้เตือนว่า วิตามินซี ไม่น่าจะช่วยป้องกัน หรือรักษาไวรัสโควิด-19 ได้

"PMI ทั่วโลกหดตัวทำสถิติ"

ไอเฮชเอส มาร์คิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ภาคการบริการ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่าน ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก ร่วงลงสู่ระดับ 39.8 จากระดับ 49.4 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับ PMI ภาคการบริการ ของอังกฤษ ที่ร่วงลงสู่ระดับ 34.5 จากระดับ 53.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นกัน

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 50 จะบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว แต่หากต่ำว่าระดับ 50 จะบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว

"ผลผลิตอุตสาหกรรมประเทศจีนหดตัวหนักสุดในรอบ 30 ปี"


 ผลผลิตอุตสาหกรรมในจีน 

ไปกันที่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศต้นตอของไวรัสโควิด-19 พบผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศ เมื่อเดือนมกราคมถึงเดือนกุมพาพันธ์ลดลงกว่า 13.5 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2533 หรือตั้งแต่ที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเริ่มเก็บข้อมูล

อย่างไรก็ดี ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ล่าสุด เผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMIภาคอุตสาหกรรมของจีน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52 ในเดือนมีนาคม เทียบกับ 35.7 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก ในเดือนกุมภาพันธ์ บ่งชี้ว่ากิจกรรมในโรงงานจีนเริ่มกระเตื้องขึ้น หลังหดตัวอย่างหนัก แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ยังเตือนว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความมั่นคง


"ยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนก.พ. ทรุดฮวบ 86%"

ยังอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อพิจารณาจากจำนวนรถยนต์ที่ขายได้ ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของจีนเปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนทรุดตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์ร่วงลงประมาณ 86% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมียอดขายรถยนต์ทั่วประเทศเพียง 310,000 คัน

"ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลง 40%"

อย่างไรตามท่ามกลางเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่ เนื่องจาก การปิดโรงงาน ธุรกิจ และมาตรการจำกัดการเดินทางได้ทำให้มลพิษทั่วโลกลดลง 40% ภายในระยะเวลาฉับพลัน

โดยตามข้อมูลจากองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เปิดเผยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นว่า ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลใน จีน ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เมื่อเดือนมีนาคมลดลงประมาณ 40 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับค่าปกติ หรือ ตามข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อปีก่อน 

แผนที่ประกอบบทความนี้แสดงความเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล บริเวณที่เป็นสีแดงอ่อนหมายถึงมี NO2 ในระดับต่ำ ยิ่งสีแดงอ่อนมาก ก็แสดงว่ามี NO2 ต่ำมาก

มาตรการปิดสถานที่สำคัญ และให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวจนส่งผลให้ปริมาณการปล่อย NO2 น้อยลงตามไปด้วย


เปรียบเทียบมลพิษใน สเปน 

นี่คือ ภาพถ่าย สภาพมลพิษในสเปน เดือนมีนาคมปีที่แล้ว (2562) จะเป็นสีแดงมากกว่า เมื่อเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมของสเปน เมื่อวันที่ 14 – 25 มีนาคมปีนี้ โดยบริเวณที่เป็นสีแดงอ่อนหมายถึงมี ไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับต่ำ โดยหากยิ่งมีสีแดงอ่อนมาก ก็แสดงว่ามี ไนโตรเจนไดออกไซด์ต่ำมาก


เปรียบเทียบมลพิษใน ฝรั่งเศส 

ต่อไป เป็นภาพถ่าย สภาพมลพิษในฝรั่งเศส เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว (2562)  เมื่อเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียม เมื่อวันที่ 14 – 25 มีนาคมปีนี้



กราฟฟิกเปรียบเทียบมลพิษใน อิตาลี 

เช่นเดียวกับ อิตาลี ที่แสดงให้เห็นว่า มีปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์ลงลงอย่างมาก ส่วนสถานการณ์ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ในประเทศจีน เฮนก์ เอสเคส จากสถาบันพยากรณ์อากาศแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณชี้ว่ามลพิษทางอากาศเริ่มกลับมาแล้วเพราะชาวจีนเริ่มกลับมาทำงานตามปกติเช่นเดิม พร้อมย้ำว่า เขาจะคอยติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะกลับมาเข้มข้นเหมือนช่วงก่อนไวรัสระบาดหรือไม่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของ   “Economic Shock” เท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่ดดลกต้องมีการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานใหม่หลังที่ โควิด -19 กลับไป และหวังว่าในอีก 100 ปี โควิด-19 คงจะไม่มีการคงจะไม่ยกระดับกลายพันธ์แล้วมาถล่มโลกอีกครั้ง 

ติดตามรายการเศรษฐกิจ Insight 

ตอน 10 "Economic Shock" จากไวรัส COVID 19 ถล่มห่วงโซ่โลก 

 https://www.youtube.com/watch?v=pdUQJs_zEks


เกาะติดข่าวที่นี่ 

website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand