3
shared

สำรวจมาตรการต่างประเทศ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" สู้ COVID-19

12 มีนาคม 2563 08:41 696
มาตรการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชีย จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อรับมือและเยียวยาผลกระทบจาก COVID-19 กันมากน้อยแค่ไหน

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ที่เริ่มต้นขึ้นขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงขณะนี้ได้ลุกลามไปทั่วโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนน่าจะเสียหายมากที่สุด 

โดย ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี  ออกบทวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา  ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจของจีนจะอยู่ที่ 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.8% ของจีดีพีจีน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย คาดว่าจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.2% ของจีดีพีรวมของประเทศเหล่านั้น 

นอกจากนี้ เอดีบียังประเมินว่า หากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงในระดับปานกลางโดยมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคระบาดอย่าง การจำกัดการเดินทางเป็นเวลา 3 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกราว 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจีดีพีโลก 

ขณะที่ สหประชาชาติ (UN) คาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19  จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึงราว 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 31-62 ล้านล้านบาท (ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 31บาท/ดอลลาร์) หรือทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้มีความเสี่ยงเติบโตต่ำกว่า 2 -2.5%  


จากการปะเมินความเสียหายดังกล่าว ทำให้องค์กรด้านการเงินระหว่างประเทศตื่นตัว รับออกมาให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับประเทศต่างๆ  อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประกาศพร้อมปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เพื่อป้องกันและรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ส่วน ธนาคารโลก ก็ประกาศจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 370,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เพื่อรับมือเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากโควิด-19 รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุขด้วย

และ เอดีบี  อนุมัติเงินจำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) รวมทั้งเสริมความเข้มแข็งในการรับมือกับไวรัสและโรคติดต่ออื่นๆ  และเอดีบียังสนับสนุนเงินกู้ จำนวน 130 ล้านหยวน หรือ 18.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ให้แก่บริษัท จอยน์ทาวน์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด  บริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าเภสัชภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของบริษัทในการจัดการอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะเม็ดเงินที่องค์กรการเงินระหว่างประเทศประกาศให้ความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบโควิด-19 นั้น คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท


นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 อาทิ พี่ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่พบผู้ติดเชื้อในรัฐต่างๆมากขึ้น ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกองทุนเืพื่อสู้กับการระบาดของไว้รัสครั้งนี้ด้วยเงินงบปะมาณสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบ "ฉุกเฉิน" ลง 0.5% หวังลดผลกระทบเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ระบาด (3 มี.ค.) 

ล่าสุด (11 มี.ค.) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50%   ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบการประชุม เพื่อลดแรงกดดันของตลาดจากการระบาดโควิด-19 ทั่วโลก 

รวมถึงรัฐบาลอิตาลีเมื่อวานนี้ก็ประกาศเตรียมใช้งบประมาณมากถึง 25,000 ล้านยูโร (เกือบ 8.9 แสนล้านบาท) เพื่อรับมือกับผลกระทบจากโรคโควิด-19 หลังมีการระบาดรุนแรงขึ้น

สำหรับประเทศในเอเชีย มีประเทศไหนออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 บ้าง ไปไล่เรียงกัน   


1.สาธารณรัฐประชาชนจีน  เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 63 กระทรวงการคลังได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 4,700 ล้านหยวน (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการป้องกันและควบคุม COVID-19  ล่าสุดมีสื่อต่างประเทศรายงานว่า นายสวี หงไฉ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีน ออกมารระบุว่า ณ วันที่ 4 มี.ค. 63 หน่วยงานรัฐบาลจีนทุกระดับได้จัดสรรงบประมาณ 110,000 ล้านหยวน (ประมาณ 15,840.5 ล้านดอลลาร์) เพื่อภารกิจป้องกันและควบคุม โควิด-19  โดยงบประมาณจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในภารกิจต้านไวรัสแล้ว 71,400 ล้านหยวน  คงเหลืออีก 39,500 ล้านหยวน 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) ได้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Medium-term Lending Facility (MLF) ลงเหลือ 3.15% (ลดลง10bps) on1yr facility (17ก.พ.2020) และปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (Reverse Repo) อายุ7วันและ14วันลง10bps และอัดฉีดสภาพคล่องมูลค่า 1.2 ล้านล้านหยวนเข้าสู่ตลาดการเงิน (3ก.พ.2563) 

2. เขตปกครองพิเศษฮ่องกง  อนุมัติ Hong Kong Relief Package ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง  ( 15,447.6 ล้านดอลลาร์) การใช้งบประมาณฯดังกล่าวครอบคลุมถึงมาตรการการแจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง/คน หรือ ประมาณ 40,500บาท  

รวมถึงธนาคารกลางฮ่องกง ก็ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% อยู่ที่ระดับ 1.5% เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19


3.สาธารณรัฐเกาหลี  อนุมัติงบประมาณ 20,800 ล้านวอน (17.3ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้ในการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรค  และสำรองเงินสำหรับช่วยเหลือ SMEs ในกรณีฉุกเฉิน 2,000 ล้านวอน

4. ญี่ปุ่น ประกาศมาตรการฉุกเฉิน ครม.อนุมัติงบประมาณ 10,300 ล้านเยน ใช้เป็นเงินทุนสำหรับมาตรการฉุกเฉินเพื่อต่อสู้กับการแพร่กระจายของCOVID-19  ทั้งนี้คิดเป็นความช่วยเหลือทั้งหมดจะมีมูลค่ารวม15,300 ล้านเยน  ล่าสุด (10 มี.ค.) รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศออกมาตรการชุดที่2 เพื่อรับมือการแพร่ระบาดของโควิดวงเงิน 430,000 ล้านเยน ดังนั้น เม็ดเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติรวมทั้งหมดอยู่ที่ 440,300 ล้านเยน (4,264.4 ล้านดอลลาร์)

5. สิงคโปร์  รัฐบาลอนุมัติงบ 800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (577.4 ล้านดอลลาร์) ให้กับกระทรวงสุขภาพ  ครอบคลุมถึงมาตรการ 2ส่วน คือ (1)The Stabilisation and Support Package (4พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้ยังมีงานทำและกลุ่มบริษัทให้มีสภาพคล่องเพียงพอ (2)The Card and Support Package (1.6พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์) เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน โดยกำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือคือ

จ่ายเงินสด (ครั้งเดียว) ให้กับประชาชนทุกคนที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป โดยจ่ายระหว่าง 100-300 ดอลลาร์สิงคโปร์ขึ้นอยู่กับระดับรายได้  หรือ ประมาณ 3,000-7,000 บาท  


6. อินโดนีเซีย  อนุมัติงบประมาณมูลค่า 10.3 ล้านล้านรูเปีย  (726.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อลดผลกระทบจาก COVID-19  อาทิ รัฐบาลกลางให้เงินแก่รัฐบาลท้องถิ่นจำนวน 3.3 ล้านล้านริงกิต เพื่อชดเชยกับรายได้การท่องเที่ยวที่จะหายไป   สนับสนุน เงินกองทุนประกันสังคมมูลค่า 4.6 ล้านล้านริงกิต สำหรับผู้รับผลประโยชน์จำนวน15.2 ล้านคน เพื่อส่งเสริมการบริโภคของประชาชน เป็นต้น 

7.มาเลเซีย  มีเฉพาะมาตรการด้านสภาพคล่อง โดยธนาคารกลางมาเลเซียประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี 

8.ไต้หวัน รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบด้วยมาตรการสนับสนุน เช่น การอุดหนุนงบประมาณ และการออกกฎหมายพิเศษเพื่อช่วยในการต่อสู้กับโรคระบาด

ทั้งนี้หากคำนวณคราวๆ (แปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ จาก https://th.coinmill.com ) จะพบว่า เม็ดเงินที่ประเทศในเอเชียทุ่มเพื่อรับมือโควิด-19 รวมกันแล้วถึงกว่า 36,900 ล้านดอลลาร์ ( เป็นเงินบาทก็ราว 1.14 ล้านล้านบาท : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาทต่อดอลลาร์) 


สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นและเยียวยาผลกระทบโควิด-19  โดยรอบแรก (3 มี.ค.) อนุมัติวงเงิน 1,233 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อดำเนินการแก้ไขและป้องกันโรค โดยเฉพาะการดูแลรักษาผู้ป่วย และอนุมัติงบให้กระทรวงมหาดไทย 250 ล้านบาท จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปจัดทำหน้ากากผ้าที่ใช้งานได้จริง และใส่ใส้กรองได้อีก 1 ชิ้น 

และล่าสุดประชุมครม.เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา มีมติให้ทุกส่วนราชการพิจารณาปรับลดงบประมาณ ปรับเปลี่ยนวิถีดำเนินการ ให้ได้ 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำ ซึ่งปีนี้กำหนดรายจ่ายประจำไว้ที่ 2.39 ล้านล้านบาท ดังนั้นจะทำให้มีวงเงินสำหรับการรับมือสถานการณ์โรคโควิด-19 ประมาณ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้งบดังกล่าวรวมถึงการนำไปใช้แก้ปัญหาภัยแล้งด้วย 

จากนี้ไปคงต้องติดตามว่า เม็ดเงินของประเทศต่างๆ ที่อัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อสู้กับโควิด-19 จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน หรือต้องอัดฉีดเงินเพิ่มเติมอีกหากการระบาดของโควิด-19 ยังไม่ยุติในเร็วๆ นี้ 

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand