3
shared

Exclusive Content : เปิด 4 เงื่อนไขที่ เลสเตอร์ จะพลิกกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

2 มกราคม 2563 18:56 6857
Exclusive Content : เปิด 4 เงื่อนไขที่ เลสเตอร์ จะพลิกกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

ศึกพรีเมียร์ลีก ได้เดินทางมาถึงครึ่งทาง โดยมีการขับเขี้ยวกับอยู่ 3 ทีม แม้ทาง ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดในซีซั่นนี้ แต่ถ้าหากประมาท เลสเตอร์ ก็อาจฉกแชมป์จากมือไปได้เช่นกัน

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เดินทางมาถึงครึ่งฤดูกาลแล้ว โดยทางทีมจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ยังคงเดินเครื่องคว้าชัยอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่ามีอยู่หนึ่งทีมที่ทาง "หงส์แดง" ไม่สามารถมองข้ามได้คือ เลสเตอร์ ซิตี้ พึ่งชนะมาก็ตาม

ซึ่งสิ่งที่เราเห็นได้บ่อยๆในโลกของฟุตบอลคือ ความเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้ หากว่าผลงานดีและมีดวงบางทีเราอาจจะได้เห็น เลสเตอร์ กลับคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งก็ได้ เราจึงมาหาเงื่อนไขที่ทาง  "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" จะกลับมาผงาดชูถ้วยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในซีซั่นนี้  


1. ลิเวอร์พูลแผ่วปลาย

หลังจากที่ทาง "หงส์แดง" ฟอร์มร้อนแรงมากในช่วงครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาโกยแต้มได้อย่างท่วมท้น แถมผลงานของพวกเขายังคงเส้นคงว่าแทบจะไม่พลาดให้เห็นเลย แถมฤดูกาลนี้พวกเขายังยิงได้เกิน 2 ประตูแทบทุกนัด มีแค่เพียง 4 เกมจาก

ทุกรายการเท่านั้นที่ทำได้เพียงประตูเดียว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือความมุ่งมั่นของทัพหงส์แดงที่บดคู่แข่งจนสามารถพลิกแซงกลับมาชนะได้หลายครั้งในฤดูกาลนี้ โดยทีมดังแห่ง เมอร์ซี่ไซด์ ทำไป 11 ครั้งในซีซั่นนี้ มีแค่เกมที่พวกเขาต้องบุกไปปราชัยให้แก่ นาโปลี ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เท่านั้นที่ไมาสามารถเร่งเครื่องกลับมาชนะได้ 

แม้ว่าทาง "หงส์แดง" จะแข็งแกร่งมากในซีซั่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าโปรแกรมแข่งของพวกเขาโหดเช่นเดียวกัน โดย ทาง ลิเวอร์พูล มีคิวเตะหลายรายการทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ และ ชิงแชมป์สโมสรโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสถาพร่างกายของบรรดานักเตะของ ลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน 

รวมไปถึงการบาดเจ็บของบรรดาแข้งตัวหลักของ ลิเวอร์พูล ที่บางรายเจ็บซ้ำๆ ยกตัวอย่างเช่น โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่เจ็บไปแล้ว 2 ครั้ง, เดยัน ลอฟเรน 2 ครั้งเช่นเดียวกับและยังพักพื้นอยู่, โจเอล มาติป  2 ครั้งเช่นเดียวกับและยังพักพื้นอยู่ ด้านทาง ฟาบินโญ่ เองก็เช่นกันถึงแม้จะแค่ครั้งเดียวแต่เขาก็เจ็บจนต้องพักยาว พอลองวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆดูก็มีโอกาสเช่นเดียวกันที่ทาง ลิเวอร์พูล อาจจะแผ่วปลายจนทำให้ เลสเตอร์ พลิกสถานการณ์ที่เป็นรองอยู่กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้ 


2. ความกดดันและโปรแกรมที่น้อยกว่า

ก็ต้องยอมรับก่อนว่าชื่อชั้นของ เลสเตอร์ เป็นรอง อีก 3 ทีมหัวตารางอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ซึ่งนั้นทำให้พวกเขาไม่ต้องแบกรับความกดดันมากเท่าอีก 3 ทีมที่เหลือ และหากว่า "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" สามารถเก็บแต้มได้ทุกเกมยามที่พวก

เขาลงฟาดแข้งกับทีมบิ๊กเนมของพรีเมียร์ลีก ทว่าก็ต้องลุ้นให้จ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล สะดุดเสียเองเช่นกัน แม้เงื่อนไขนี้จะไม่ง่ายสำหรับพวกเขาแต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวหรือกดดันใดๆ ต่างกับท็อป 6 ของลี

กแดนผู้ดีที่ยิ่งเหลือแมตช์แข่งขันน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มพูนแรงกดดันเท่านั้น หากว่าแข่งกันยาวๆ พวกเขาก็ยังมีโอกาสที่จะเร่งเครื่องแชงคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ 

เมื่อลองเอาโปรแกรมของทีมระดับบิ๊ก 6 ของพรีเมียร์ลีกมาเปรียบเทียบกันเห็นได้ชัดว่า เลสเตอร์ มีคิวเตะน้อยกว่าทีมอื่น ซึ่งทำให้การปรับเปลี่ยนหมุนเวียนนักเตะได้ดีกว่าส่งผลให้สภาพร่างกายของแข้ง "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" สดกว่าเมื่อต้องกร่ำศึกในระยะยาว

แถมซีซั่นนี้บรรดาแข้งดาวรุ่งของพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือรายนี้ มีตัวเลือกในการจัดทัพได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


3. การเสริมทัพใหม่โดยที่ไม่เสียผู้เล่นเก่า

บรรดานักเตะภายใต้การดูแลของ ร็อดเจอร์ส ก็ฟอร์มกระฉูดในซีซั่นนี้ โดยเฉพาะ 4 แข้งตัวเก่งอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, เจมส์ แมดดิสัน, คากลาร์ โซยุนคู และ เบน ชิลเวลล์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

จุดเด่นของ เลสเตอร์ ในซีซั่นนี้คือเกมรุกที่ดุดัน และมีเกมรับที่เหนียวแน่น แถมกองหน้าตัวความหวังของพวกเขา อย่าง วาร์ดี้ ยังยิงกระจายจนนำเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดยทำไปแล้ว 17 ประตู ด้าน แมดดิสัน ก็ฟอร์มแจ่มเหลือเกินด้วยการกดไป 6 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ และความแม่นยำในการจ่ายบอลของเขาสูงถึง 84 % เลยทีเดียว        

ส่วน โซยุนคู ปราการหลังตัวเก่งก็ทำได้ดีเช่นกัน โดยที่เขาทำคลีนชีตไปแล้ว 8 ครั้งจากการลงสนามทั้งหมด 20 เกม พร้อมกับเข้าเขาสกัดบอลได้อย่างแม่นยำด้วยการเข้าแท็คเคิ้ลไปแล้ว 33 ครั้ง และมีอัตราเข้าบอลสำเร็จถึง 73 % เลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังมีอัตราแย่งบอลสำเร็จ 64 % จากการทำไป 103 ครั้ง ด้าน แบ็กดาวโรจน์อย่าง ชิลเวลล์ ก็ไม่น้อยหน้าหลังจากพาทีมเก็บคลีนชีตไปแล้ว 6 ครั้งจากการลงสนามทั้งหมด 17 เกม และทำไปได้ 1 ประตู   


4. กึ่นของ ร็อดเจอร์ส กับเกมที่เหลือ

หลังจากที่ ร็อดเจอร์ส เข้ามาคุม เลสเตอร์ ในซีซั่นนี้ ทางกุนซือวัย 46 ปี ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมชนะได้ถึง 19 เกม จากการลงสนามทั้งหมด 35 นัด และมีอัตราวินเรทสูงถึง 54.6% เลยทีเดียว และทาง "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" ยังไม่แพ้ใครในถิ่น คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม เลยสักแมตช์เดียว 

ในอดีตหลายๆ คนจะสบประมาทเขาจากผลงานตอนสมัยคุมทัพ ลิเวอร์พูล แม้ว่ากุนซือวัย 46 ปี เคยเกือบพาทัพหงส์แดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว ทว่าสุดท้ายเขาก็ไปไม่ถึงดวงดาวและถูกทาง ลิเวอร์พูล ปลดออกจากตำแหน่งในที่สุด จากนั้นเขาก็ไป

ฝึกปรือฝีมือที่สกอตแลนด์ ด้วยการไปกุมบังเหียน เซลติก และนำทีมไปสู่ความสำความสำเร็จเป็นอย่างมาก แถมยังพาทีมดังแดนวิสกี้คว้าแชมป์ สกอตติช พรีเมียร์ลีก ได้แบบไร้พ่ายอีกด้วย โดยกุนซือชาวชาวไอร์แลนด์เหนือพาทีมกวาดแชมป์ได้ครบ

ทุกรายการในประเทศ ด้วยการคว้า สก็อตติช พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, สก็อตติช คัพ 2 สมัย และ สก็อตติช ลีก คัพ 3 สมัย ซึ่งเขามีอัตราวินเรทกับทาง เซลติก สูงถึง 69.8 % ด้วยการพาทีมลงสนามทั้งหมด 169 แมตช์ ชนะ 118 ครั้ง เสมอ 25 ครั้ง และ แพ้ไป 26 ครั้ง 

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าทาง ลิเวอร์พูล มีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้สูงมาก แม้จะเหลือเกมอีกหลายนัดก็ตาม ทว่าด้าน เลสเตอร์ ก็ยังถือว่าได้ลุ้นที่จะสอดแทรกขึ้นมาคว้าแชมป์ในซีซั่นนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เปเรซ"ยิงหนึ่ง-จ่ายหนึ่ง! เลสเตอร์บุกทุบนิวคาสเซิ่ล3-0 ตามฝูง10แต้ม

Exclusive Content : พรปีใหม่แฟนบอลทีมดัง ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปี 2020

5 ผู้เล่นยอดเยี่ยมสัปดาห์ 20 ส่งท้ายปี 2019 (ชมไฮไลท์)

ท็อป 5 ประตูยอดเยี่ยมประจำนัดที่ 20 ส่งท้ายปี 2019 (ชมไฮไลท์)

แข้งปืน-ไก่-วูล์ฟนำทัพ! ทีมยอดแย่พรีเมียร์ลีกสัปดาห์20

แข้งผีนำมา! ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำสัปดาห์20

เกาะติดข่าวที่นี่ 

website: www.TNNThailand.com  
facebook : TNNThailand 
twitter : @TNNThailand 
Line : @TNNThailand 
Youtube Official : TNNThailand

icon tagแท็กที่เกี่ยวข้อง