7
shared

ต่างชาติหลั่งไหลปักหมุด EEC

20 พฤศจิกายน 2562 17:36 508
ต่างชาติหลั่งไหลปักหมุด EEC

รมว.คลัง เผยนักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลปักหมุด EEC ด้าน รมว.อุตสาหกรรม ยอมรับต่างชาติหลายราย ต้องการใช้พื้นที่นับหมื่นไร่สร้างโรงงาน

นาย อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “EEC Next ทุนไทย-เทศ ปักหมุด EEC“ ยอมรับว่า หลังรัฐบาลวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการพัฒนาเขตอีอีซี และมีความคืบหน้าต่อเนื่องจากการเร่งรัดของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนต่างชาติ หลั่งไหลเข้ามาติดต่อเข้ามาขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นโอกาสของไทยในฐานะประตูสู่อาเซียน สำนักงาน EEC ต้องทำให้ภาคธุรกิจทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศมองเห็นความชัดเจน เพื่อตัดสินใจลงทุนจริงจัง เขตอีอีซี ไม่ใช่เพียงแค่นำเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ต้องการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาถ่ายทอดจากต่างชาติ

ขณะที่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมทั้งการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาสาธารณูปโภค การเตรียมพร้อมพลังงานป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และรองรับทุกแผนงานเป็นไปตามแผนทุกด้าน หลังจากนี้ต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนต้องเริ่มเกิดขึ้น ในการพัฒนาบุคลากร รองรับการทำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาลงทุน การพัฒนาสภาพแวดล้อมรองรับการตั้งนิคมอุตสาหกรรม การดูแลขยะอุตสาหกรรม ขยะของเมืองเติบโต การดูแลด้านการแพทย์ หากเขตอีอีซี สร้างความเชื่อมั่นดึงนักลงทุนเข้าประเทศจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ เขตอีอีซี จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประเทศ เมื่อไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต้องพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ 70 เอสเอ็มอี เอกชนรายย่อย ย่อมได้ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เพราะยอดขายลดลงต้องปรับลดแรงงาน ปรับลดต้นทุน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้เกิดลงทุนจริงผ่านความร่วมมือแบบประชารัฐและประชาชนมีส่วนร่วมกับการลงทุนของรัฐบาล คาดว่านักลงทุนต่างชาติ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี 2563 และต้องการใช้พื้นที่นับหมื่นไร่ เกินเป้าหมายจากที่เตรียมพื้นที่ 6,500 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมใหม่ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแผนพัฒนาระยะปานกลาง ระยะยาวระหว่างปี 2562-2571 หวังผลักดันอุตหสกรรมกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการตั้งศูนย์การผลิตอาหารแห่งอนาคตแห่งอาเซียน การส่งเสริมกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคต การพัฒนาระบบราง เพื่อย้ายฐานการผลิตระบบรางมายังไทย

ด้านนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า ปัจจุบันบุคลากรยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาด จึงมุ่งเน้นพัฒนานักเรียนอาชีวะรองรับความต้องการของเอกชนในเขต EEC และพบว่านักเรียนยังรับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน หลายคนต้องการเรียนด้านบัญชี ขณะที่ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดทำบัญชีรองรับการทำบัญชีงบดุลทั้งหมดแล้ว จึงต้องเปลี่ยนไปเรียนด้านวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน การบริหารจัดการข้อมูลการเงิน ดังนั้น แรงงานยุคใหม่ ต้องปรับตัวรองรับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป จากนี้ไปจึงต้องร่วมกับสถาบันการศึกษาเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม

ส่วนนาย คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนในการพัฒนาด้านการศึกษาสัดส่วนร้อยละ 50 สามารถนำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2.5 เท่าของค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้เอกชนมาร่วมลงทุน สำหรับความคืบหน้าพัฒนาเขตอีอีซี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะก่อสร้างเสร็จในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นเฟสต่อไปต้องดูแลด้านสังคม การเติบโตของเมืองในช่วง 20 ปีข้างหน้า และการพัฒนาระบบสาธารณสุขให้พร้อม ทุกคนเข้าไปทำงานอยู่ในเขตอีอีซี ต้องมีประกันสังคม ประกันสุขภาพทุกชนชั้น มีการดูแลสุขภาพอย่างมีระบบ รวมทั้งต้องมีเครือข่ายรักษาศูนย์รวมระบบเดียวไม่ต้องส่งต่อไปต่างจังหวัด ผ่านการรักษาพยาบาลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกัน เลขาธิการ EEC ยอมรับว่า ใน 3 จังหวัดเขต EEC ปัจจุบัน มีขยะสะสมถึง 6 ล้านตัน แต่ยังจำกัดขยะไม่ถูกต้อง และขณะนี้ระยองโมเดลได้สร้างโรงจำกัดขยะ 500 ตันต่อวัน และโรงไฟฟ้าชุมชน โดย ปตท.ร่วมลงทุน และพร้อมขยายเพิ่มในเฟสต่อไปใช้เงินลงทุน 12,000 ล้านบาท เพื่อดูแลขยะในเมืองใหม่ EEC ระยะยาว เพื่อให้ดูแลเมืองอย่างยั่งยืน ทั้งจ.ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะสามารถจำกัดขยะโดยไม่ต้องฝังกลบเหมือนกับปัจจุบัน และนำขยะมาใช้ประโยชน์ผ่านโรงไฟฟ้าสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในเขต EEC ได้

เกาะติดข่าวที่นี่ 
website: www.TNNThailand.com  
facebook : TNNThailand 
twitter : @TNNThailand 
Line : @TNNThailand 
Youtube Official : TNNThailand