1
shared

ศาลสั่งจำคุก 'โก้' มือฆ่าไฮโซเชอรี่ 37 ปี 4 เดือน

14 พฤศจิกายน 2562 11:41 576
ศาลพิพากษาจำคุก 'โก้' 37 ปี 4 เดือน ใช้ไม้เบสบอลหวด 'ไฮโซเชอรี่' ดับ

วันนี้ ( 14 พ.ย.62) เมื่อเวลา 08.20 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายอัศยา หรือ "โก้" อายุ 34 ปีชาวชัยภูมิ จำเลยในคดี "ฆ่าผู้อื่นฯ" จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาคดีฆ่าไฮโซเชอรี่หมายเลขดำ อ.3493/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอัศยา เป็นจำเลยในความผิดฐาน "ฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288, ทำให้เสียหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น ม.188, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดหรือชำระสินค้า 269/5, 269/7 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน" ที่ห่องพิจาณาคดี 907 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

สำหรับคดีนี้ อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดี เมื่อวันที่ 22 พ.ย.61 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 – 27 ก.ค.61 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยใช้ไม้เบสบอลเหล็กขนาดยาว 70 ซม. เป็นอาวุธตีที่ศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และสะบักขวา ของ น.ส.ธิติมา หรือ ไฮโซเชอรี่ อายุ 39 ปี นักธุรกิจสาวด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่อวัยวะสำคัญหลายครั้ง ทำให้ น.ส.ธิติมา มีบาดแผลที่ศีรษะ ใบหน้า กราม สะบักขวา กะโหลกศีรษะแตก เลือดคั่งในสมอง กระดูกซี่โครงด้านขวาหักจนถึงแก่ความตาย โดยหลังก่อเหตุจำเลยได้ลักทรัพย์ของผู้ตายเป็นรถยนต์เบนซ์ , โทรศัพท์มือถือ , เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม ของผู้ตายไป มูลค่า 1,080,000 บาท รวมทั้งเอกสารบัตรเดบิต ธ.ออมสินฯ ของผู้ตายไปใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินหรือชำระสินค้าบริการอื่นหลบหนีไปประเทศกัมพูชา เหตุเกิดในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านซ.ประดิษฐ์มนูธรรม19 แขวง-เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยในชันสอบสวนจับกุมจำเลยให้การยอมรับสารภาพ

เมื่อถึงเวลาศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่าจำเลยใช้ไม้เบสบอล ซึ่งเป็นท่อนเหล็กขนาดใหญ่ตีศีรษะผู้ตาย เป็นอวัยวะสำคัญ จนทำให้กะโหลกศีรษะแตกหลายเสี่ยง ย่อมเล็งเห็นผลมีเจตนาฆ่า ส่วนที่จำเลยอ้างเป็นการบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้ตายด่าทอและพาดพิงบิดามารดาจำเลย และที่ผ่านมามีปากเสียงทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง เห็นว่าการบันดาลโทสะต้องเกิดจากการกระทำที่ข่มเหงอย่างร้ายแรงหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งในวันเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายอยู่ในห้องด้วยกัน 3 ชั่วโมง เชื่อว่าไม่น่ามีปากเสียงทันทีที่เข้าห้องพักตามที่จำเลยอ้าง กรณีไม่อาจถือว่าผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรง โดยสาเหตุน่าจะมาจากความหึงหวง หรือจำเลยขอเงินผู้ตายไปชำระหนี้พนัน เพราะหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีเข้าบ่อนประเทศกัมพูชา การกระทำของจำเลยไม่ใช่เหตุบันดาลโทสะ ส่วนที่จำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบไปซื้อสินค้าและลักทรัพย์ เมื่อจำเลยถูกจับกุมพบมีทรัพย์สินของผู้ตายหลายรายการ และจำเลยก็ให้การว่านำเงินไปใช้จ่ายที่ประเทศกัมพูชา ถือเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต, ลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน แต่การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 33 ปี 4 เดือน, ลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน พร้อมริบของกลาง

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ขณะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายอัศยา จำเลยออกจากห้องพิจารณากลับไปคุมขัง นายอัศยาได้ก้มลงกราบ 1 ครั้ง ขอขมานายอำนวย บิดาของไฮโซเชอร์รี่ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย โดยนายอำนวยมีท่าทีนิ่งเฉย ซึ่งต่อมานายอำนวยเปิดเผยถึงความรู้สึกหลังฟังคำพิพากษาว่า พอใจในคำพิพากษาระดับหนึ่ง แต่อยากให้คนร้ายได้รับโทษหนักกว่านี้ อยากจะอุทธรณ์คดีต่อไป ไม่ให้อภัย เป็นการกระทำที่เกินไป ส่วนความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น ที่ผ่านมาก็พยายามทำใจกับเรื่องที่เกิดมาแล้ว


เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand