11
shared

Unseen Job : ตู้เครื่องสำอางอัตโนมัติ ธุรกิจความสวยงามเพิ่มนวัตกรรม

4 มีนาคม 2563 15:21 837
เทรนด์เครื่องสำอางแบบซองหรือไซส์มินิกำลังเป็นที่นิยมในตลาด ทำให้การแข่งขันยิ่งสูงขึ้น แต่จะสร้างจุดขายให้กับแบรนด์ของตนเองได้อย่างไร จึงจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคนี้

        ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางไซส์เล็ก หรือเครื่องสำอางแบบซองคึกคักมากขึ้น  เพราะมีผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือแม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ก็หันมาออกผลิตภัณฑ์ไซส์จิ๋ววางขายในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหวังจะเจาะกลุ่มลูกค้าที่แมสมากขึ้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้การแข่งขันในตลาดนี้สูงมากยิ่งขึ้น ดูง่ายๆจากจำนวนเครื่องสำอางแบบซองที่วางขายเฉพาะในเซเว่น อีเลฟเว่น ก็แทบจะกินพื้นที่เชลวางสินค้าเกือบทั้งล็อคเลยก็ว่าได้ การสร้างความแตกต่างจึงอาจเป็นเรื่องยาก 


          ด้วยยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆก้าวหน้ามากขึ้น ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น  การเพิ่มนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ เป็นการสร้างความแตกต่างที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ไม่ยาก จึงมีแบรนด์เครื่องสำอางที่หยิบเอานวัตกรรมมาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค พัฒนาตู้เวนดิ้งแมชชีน หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติมาวางขายเครื่องสำอางขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อ 

         ล่าสุด แบรนด์เครื่องสำอางคนไทย beWiLD cosmetic (บีไวลด์) ก็ได้สร้างมิติใหม่ให้กับวงการเครื่องสำอางในไทย  โดยการพัฒนาตู้กดเครื่องสำอางอัตโนมัติ หรือ Beauty to Go ให้มีความทันสมัยมากขึ้น  พร้อมทั้ง ได้เพิ่มฟังก์ชันให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนไทย  ขณะเดียวกัน ราคาของเครื่องสำอางสามารถจับต้องได้ทุกกลุ่มรายได้ ตั้งแต่นักศึกษา จนถึงวัยทำงาน แต่ยังคำนึงคุณภาพที่คุ้มค่าเกินกว่าราคา



        จันทรัช พิบูลย์สวัสดิ์ หรือ โอ๋   เจ้าของ แบรนด์ beWiLD cosmetic (บีไวลด์) กล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมาไลฟ์สไตล์ของคนไทยเปลี่ยนไป  โดยคนส่วนใหญ่หันมาใช้โมบายล์แบงกิ้งมากขึ้น เนื่องจากการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธนาคารเองก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับเทรนด์ของการช้อปปิ้งออนไลน์กำลังมาแรง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในการใช้จ่ายผ่านระบบโมบายล์แบงกิ้งมากยิ่งขึ้น 


         ขณะเดียวกัน ช่องทางการจำหน่ายสินค้าของกลุ่มเครื่องสำอางก็มีน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ตามห้างสรรพสินค้า เซเว่นฯ หรือร้านเครื่องสำอางใหญ่ๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตู้เครื่องสำอางอัตโนมัติ ที่นอกจากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ขายด้วย  จึงมองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในบ้านเรา

       " ในฐานะแบรนด์ จะเห็นว่าช่องทางการขายเครื่องสำอาง มันจะเข้าถึงยาก จะอยู่เฉพาะในห้างใหญ่ๆ ในสถานที่ไปยาก เดินทางลำบาก ส่วนใหญ่จะอยุ่ในกรุงเทพฯ จึงเป็นที่มาในการหา channel(ช่องทาง) อื่นๆที่จะ diversify(กระจาย) สินค้าให้กับแบรนด์ , การที่วางผ่านตู้ทุกอย่างมัน automate เราไม่ต้องใช้คน เราใช้แค่คนไปเติมของอาทิตย์ละครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เป็นฟิกซ์คอสต์ของแบรนด์ก็ลดลง แถมลูกค้าก็สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย"  จันทรัช กล่าว 


      โดยตู้กดเครื่องสำอางอัตโนมัตินี้บริษัทสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ในส่วนของตัวโปรแกรมหรือระบบซอล์ฟแวร์ มีการออกแบบและพัฒนาเองที่ไทย โดยจะออกแบบให้มีความน่ารัก สดใส น่าใช้งาน รวมทั้ง พัฒนาซอล์ฟแวร์ให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีการเพิ่มฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากกว่าตู้เวนดิ้งสมัยก่อน ที่สามารถชำระเงิน ทั้งผ่านการแสกนคิวอาร์โค้ด เพื่อโอนผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร หรือแม้แต่การหยอดเหรียญหรือแบงค์ที่ตู้เพื่อชำระค่าสินค้าแบบดั้งเดิมก็ได้ จึงมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ที่รองรับได้ทั้งกลุ่มที่ก้าวทันเทคโนโลยี และกลุ่มที่ยังตามเทคโนโลยีใหม่ไม่ทัน  

        " ฟีดแบคจากลูกค้าในกลุ่มต่างจังหวัด ก็ถือว่าดีเลย เพราะว่าตู้เวนดิ้งฯ หรือตู้หยอดเหรียญมีมานานแล้ว สามารถหยอดเหรียญก็ได้ หรือจะแสกนคิวอาร์โค้ดเพื่อหักเงินผ่านบัญชีด้วยก็ได้  เลยตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลาย ซึ่งในอนาคตก็จะมีการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ๆเข้ามาใช้เรื่อยๆ" จันทรัช กล่าว 


         ก่อนหน้านั้นเครื่องสำอาง beWiLD ได้วางขายมาแล้ว ประมาณ 1 ปี และมีการทำการตลาดจริงจังช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งการอาศัยบิวตี้บล็อกเกอร์ในการช่วยแนะนำสินค้า และการจัดงานอีเวนท์ เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าจริง ซึ่งส่วนตัวมองว่า คนซื้อสินค้าเพื่อเรื่องความสวยความงามก็จริง แต่คนจะกลับมาซื้อซ้ำเพราะคุณภาพ และเจอสินค้าที่เหมาะกับตนเอง  คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป แบรนด์จึงเน้นพัฒนาเครื่องสำอางที่เหมาะกับคนไทยโดยเฉพาะ

         สำหรับ สินค้าที่วางขายราคาเริ่มต้นที่ 29 บาท ในกลุ่มสกินแคร์ขนาดจิ๋ว  รวมถึง เครื่องสำอางแบบซอง ราคาจะอยู่ที่ 49 บาท  ไปจนถึงอายไลน์เนอร์ มาสคาร่า ราคาอยู่ที่ 100 บาท ไปจนถึง 200 บาท    โดยตู้ Beauty to Go นี้ จะมีวางอยุ่ตามจุดต่างๆของสถานีบีทีเอสในกรุงเทพฯ  6 สถานี และที่จังหวัด ระยอง ชลบุรี   ตั้งเป้าหมายติดตั้งตู้นี้เพิ่มให้เป็น 50  ตู้ภายในสิ้นปี 2563 จากปัจจุบันมีอยู่แล้ว 20 ตู้  และมีแผนที่จะวางขายในมหาวิทยาลัย นำร่องในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ส่วนปีหน้าตั้งเป้าจะขยายไปที่ 50 -100 ตู้ ทั่วประเทศ  ทั้งในการขายแฟรนไชส์และแบรนด์ติดตั้งเอง  ซึ่งขณะนี้ก็มีลูกค้าแฟรนไชส์ สนใจติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ   



          สิ่งที่สำคัญในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็คือ ความกล้าที่จะเริ่มต้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความจริงใจต่อผู้บริโภค ธุรกิจจึงจะเดินไปข้างหน้าได้   

         "ข้อแรก เลยคือ  ไม่พร้อมก็ทำเถอะ เพราะว่าบางที ทุกอย่างคือการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก อยู่ที่ว่าเเมื่อมันผิดพลาดแล้วเราจะหาวิธีปรับปรุงแก้ไขมันได้ยังไงมากกว่า  ตัวที่เป็น defining point (การกำหนดจุดสำคัญ)  คือ การที่เราแก้ไขเรื่องที่เราทำมากกว่า และอีกข้อหนึ่งก็คือ sincerity (จริงใจ) สำหรับโอ๋คือ สำคัญมาก ,การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่กดราคาผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรา แฟร์ๆกับทุกคน แล้วทุกคนก็ยินดีที่จะช่วยเหลือเรา "the more you give the more you get " เป็นคติประจำใจของโอ๋เลย ซึ่งก็เห็นผลลัพธ์แล้วว่าเป็นเรื่องจริง " 



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- Unseen Job : ธุรกิจร้านยำ-การแข่งขันบนตลาดออนไลน์

- Unseen JOB: Udrink Idrive บริการผู้ช่วยขับรถเมื่อคุณเมา

- Unseen JOB: อาชีพรับจ้างเซอร์ไพรส์

- Unseen JOB: ชานมไข่มุก 19 บาท ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม


เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand