4
shared

รีวิว : เปอโยต์ 3008 และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง

11 พฤศจิกายน 2562 13:27 379
เปอโยต์ ประเทศไทย จัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ 2 เอสยูวีรุ่นใหม่ 3008 (5 ที่นั่ง) และ 5008 (7 ที่นั่ง) บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะและความสะดวกสบายที่มีอยู่ในเอสยูวีสายพันธุ์สิงโตคันนี้


เปอโยต์แบรนด์รถยนต์จากฝรั่งเศสกลับมาสร้างสีสันในตลาดเมืองไทยอีกครั้ง โดยครั้งนี้อยู่ภายใต้การบริหาร MGC-ASIA และดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ ‘เปอโยต์ ประเทศไทย’ โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมได้เปิดตัว 2 เอสยูวีรุ่นใหม่  3008 (5 ที่นั่ง) และ 5008 (7 ที่นั่ง) และล่าสุดได้จัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบบนเส้นทาง กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพื่อสัมผัสกับสมรรถนะและความสะดวกสบายที่มีอยู่ในเอสยูวีสายพันธุ์สิงโตคันนี้


เริ่มต้นที่รายละเอียดภายนอก ดีไซน์ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี และ 5008 มาในสไตล์ยุโรป ถูกถ่ายทอดผ่านเส้นตัวถังอันพลิ้วไหว ลากยาวจากด้านหน้าจรดด้านหลัง ไฟหน้าแอลอีดีลักษณะคล้ายเขี้ยวสิงห์ ลงตัวกับไฟท้ายแบบกรงเล็บสิงโต ‘lion claws’ สร้างความโดดเด่นยามโลดแล่นบนท้องถนน


โดยรถทั้ง 2 รุ่น มีดีไซน์ด้านหน้าเหมือนกัน แต่คาแร็คเตอร์และเป้าหมายกลุ่มลูกค้าก็ต่างกันชัดเจน 3008 เน้นอารมณ์และตัวแบบสปอร์ต ส่วน 5008 จะออกไปแนวๆ ครอบครัวและรองรับการใช้งานได้หลากหลาย 


ในขณะที่รายละเอียดตัวรถก็แตกต่างกันด้วย ตั้งแต่บริเวณเสาบี-เบาะแถวหลังลงไป ซึ่งในรุ่น 5008 นั้นจะยาวกว่า 3008 อยู่ 16 ซม. เนื่องจากเป็นเอสยูวีแบบ 7 ที่นั่ง อีกเบาะแถวสองยังเลื่อนสไลด์เดินหน้าได้ ทั้งเพื่อให้การเข้าออกทำได้สะดวกมายิ่งขึ้น รวมถึงขยายพื้นที่ให้กับผู้นั่งในเบาะแถวที่สาม

อีก 3 จุดที่เป็นความต่างของทั้ง 2 รุ่นคือ ดีไซน์ด้านท้าย 5008 นั้นมีเสาซีที่ตั้งชันมากกว่า รวมถึงราวหลังคาของ 5008 จะไม่ลอยตัวสูงเหมือนกับรุ่น 3008 และล้อแม็กที่ลวดลายแตกต่างกัน

มิติตัวรถ : 3008 : ยาว 4,510 มม. สูง 1,662 มม. กว้าง 1,850 มม. ความยาวฐานล้อ 2,730 มม.

มิติตัวรถ : 5008 : ยาว 4,670 มม. สูง 1,655 มม. กว้าง 1,855 มม. ความยาวฐานล้อ 2,840 มม.


ส่วนการออกแบบภายในห้องโดยสารต้องบอกว่าดูดีมีสไตล์ทีเดียว วัสดุอุปกรณ์ที่เลือกใช้เป็นองค์ประกอบต่างๆ เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ชั้นดีทีเดียว สัมผัสแล้วรู้สึกแน่นแต่มีความนุ่ม สร้างความรู้สึกหรูหราและโดดเด่นให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร


ห้องโดยสารด้วยดีไซน์แบบ ‘i-Cockpit’ ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมกับไฮไลต์เด่นคือ พวงมาลัยขนาดกะทัดรัด โดยตอนแรกก็แอบคิดว่าจะใช้งานสะดวกหรือไม่ แต่เมื่อได้ขับจริง ปรากฏว่ากลับช่วยควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและฉับไวจับได้ถนัดมือ 


นอกจากนี้การดีไซน์พวงมาลัยให้มีขนาดเล็กกว่ารถเอสยูวีทั่วไป ยังช่วยให้สายตาของผู้ขับเปอโยต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ อยู่ในระดับเดียวกับมาตรวัดอเนกประสงค์ (head-up digital cluster) ขนาด 12.3 นิ้ว ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ ต้องมองผ่านช่องในวงพวงมาลัย แน่นอนมองเห็นได้ถนัดหรือเต็มตาเท่าที่ควร


นอกจากนั้นยังมีอีกจุดที่น่าสนใจ คือชุดสวิตช์แบบก้านเปียโน (Piano Key Toggle Switches) โดยสวิตช์เหล่านี้ใช้ควบคุมระบบต่างๆ ทั้ง ระบบปรับอากาศ ระบบอินโฟเทนเม้นท์ แอพพลิเคชั่นต่างๆ ไฟฉุกเฉิน และเปิดล็อคประตู พร้อมด้วยพาโนรามิกซันรูฟกว้างพิเศษ ครอบคลุมพื้นที่ยาวถึงเบาะหลัง เหนือขึ้นไปบริเวณกลางแดชบอร์เป็นจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วลอยเด่นขึ้นมา ซึ่งสามารถรองรับ Apple Car Play ได้

ชุดเบาะนั่งดีไซน์รูปทรงออกมาได้อย่างสปอร์ต (ฝั่งคนขับปรับได้ 8 ทิศทาง ผู้โดยสาร 6 ทิศทาง) ซึ่งเมื่อได้ลองนั่งก็สัมผัสได้ว่าเบาะคู่หน้าค่อนข้างกระชับรับกับสรีระแบบกำลังดี แต่ทว่าคนรูปร่างใหญ่อาจรู้สึกว่าพนังพิงแคบไปสักนิด  ส่วนเบาะหลังนั่งสบายพนังพิงมีองศาไม่ตั้งชันเกินไป ฐานเบาะไม่ยวบเป็นหลุม ที่สำคัญทั้ง มี ระยะเฮดรูมเหลืออีก 1 ฝ่ามือ และทั้งตำแหน่งพื้นที่บริเวณหัวเข่าก็มีช่องว่างอยู่พอสมควร เรียกว่านั่งได้ไม่อึดอัด สำหรับรุ่น 5008 ชุดเบาะนั่งในแถวที่ 3 ยังสามารถถอดเก็บได้ หากว่าไม่ต้องการใช้

เปอโยต์ 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน รหัส EP6FDT M เบนซิน 4 สูบ 1.6 ลิตร พร้อมทวินสกรอลล์เทอร์โบ จ่ายเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง Direct Injection ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตันเมตร ที่ 1,400 รอบ/นาที ซึ่งมาดูจากตัวเลขนับสูงสุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน 

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ แบบ Electric Impulse (เกียร์ไฟฟ้า) มีโหมด M มีแพดเดิ้ลชิฟท์ +/- และโหมดสปอร์ตให้เลือกปรับใช้งาน ช่วยให้ลากได้ยาวมากยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ 2 ล้อหน้า แต่ทว่ากลับมีระบบช่วยขับ Advance Grip Control มาให้เหมือนกับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งโหมด ลุยทราย, หิม, โคลน รวมถึงปิดการใช้งานระบบ ESP


โดยสมรรถนะที่ถ่ายทอดออกมาให้สัมผัส นับว่าโดนใจและขับสได้นุกทีเดียว แถมพละกำลังรวมทั้งแรงบิด สามารถตอบสนองได้ค่อนข้างทันใจ การทำงานของเกียร์เปลี่ยนอัตราทดได้รวดเร็วและนุ่มนวล  

ด้านระบบความปลอดภัยในการขับขี่ เอสยูวีทั้ง 2 รุ่น ติดตั้งระบบ ‘Hill Descent Control’ ควบคุมความเร็วขณะลงทางชันอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Hill Start Assist ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะที่ต้องออกตัวบนทางชัน โดยระบบจะสามารถหน่วงเวลาการจับของเบรก ให้สามารถหยุดล้อต่อไปประมาณ 3 วินาที ได้แม้ผู้ขับไม่ได้เหยียบแป้นเบรก

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีช่วยขับล้ำๆ และระบบความปลอดภัยอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน กล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง รวมไปถึงยังมีฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างระบบ Hands-Free Tailgate ช่วยให้ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้า ด้วยระบบแฮนด์ฟรี เตะผ่านเซ็นเซอร์ใต้ท้องรถเพื่อเปิด เปิด-ปิดฝาท้ายโดยไม่ต้องใช้มือ


ระบบช่วงล่างด้านหน้าแมคเฟอสันสตรัท ด้านหลังแบบกึ่งอิสระ ซึ่งหลังจากได้ลองขับกันทั้งบนทางคโค้งขึ้น-ลงเขาใหญ่ ตลอดจนทางโล่งตรงยาว สัมผัสได้ชัดว่ามีการเซ็ตช่วงล่างออกมาได้ค่อนข้างเฟิร์มและแน่น แต่ก็ไม่นุ่มนวลซะทีเดียว คาแร็คเตอร์เน้นทางแน่นหนึบๆ และคุมรถได้ง่าย  


สรุป : เปอโยต์ 3008 และ 5008 เป็นเอสยูวีที่มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันไป แต่ฟังก์ชั่นและเทคโนยีความปลอดภัยต่างๆ นับว่าจัดเต็มไม่แพ้กัน ที่สำคัญดีไซน์ค่อนข้างทันสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน การขับขี่นับว่ามอบความสนุกและขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญราคานับว่าคุ้มค่ากับออปชั่นที่ได้ ส่วนที่เหลือคงต้องรอลุ้นกับการบริการหลังการขายว่าจะสร้างความมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหน

รถยนต์ เปอโยต์ ทั้ง 2 รุ่น ทำตลาดในช่วงแนะนำด้วยราคาพิเศษ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี Active 1,549,000 บาท และ Allure 1,699,000 บาท ส่วนเปอโยต์ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง  Active 1,749,000 บาท และ Allure 1,899,000 บาท 

โดยทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กม. และแพ็คเกจบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ทั่วประเทศ 3 ปีเต็ม สัมผัสและทดลองขับรถยนต์ เปอโยต์ ได้ที่โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล สาขาเกษตร-นวมินทร์ (แยกนวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว) โทร 02-022-1900

หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ รายใหม่อย่างเป็นทางการ เปอโยต์ ประเทศไทย ได้วางแผนขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เริ่มจากสาขาแรกที่เกษตร-นวมินทร์ และเออร์เบินสโตร์ ที่สยามพารากอน ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว ตามด้วยโชว์รูมสาขาเยาวราชและสุขุมวิทภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายสู่หัวเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัดในช่วงปีหน้า