1
shared

เอสซีจีผนึกจีน ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี่ชั้นสูงต่อยอดธุรกิจ

6 พฤศจิกายน 2562 10:21 24
เอสซีจี จับมือสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ร่วมพัฒนานวัตกรรม-เทคโนโลยีแห่งอนาคตใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ เมืองอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์-หุ่นยนต์ พลังงานใหม่ เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีได้เริ่มต้นความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences - CAS) ซึ่งเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเป็นแหล่งกำเนิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของจีน ในการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS Innovation Cooperation Center (Bangkok) - CAS ICCB) ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อนาคต  และนำเทคโนโลยีมาทดลองใช้เพื่อต่อยอดในอนาคต (Proof Of Concept - POC) เช่น Sensor / IoT อาคารและโรงงานอัจฉริยะ และการจัดการมลพิษ เป็นต้น


"เพื่อเป็นการต่อยอดความร่วมมือให้เอสซีจีสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำของโลกอย่างจีน ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งไทยและจีน ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น จึงมีการลงนามความร่วมมืออีกครั้ง  โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย”

ด้าน ดร. เจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า “CAS ICCB ได้ร่วมสานต่อการสร้างแพลทฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงเอสซีจี เข้าสู่แหล่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำของโลก ทั้งจาก CAS และเครือข่ายอื่นๆ ในประเทศจีน โดยมุ่งเน้นใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต คือ 

1.) เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เช่น อาคารอัจฉริยะ (Smart building) การบริหารพลังงาน (Energy management) 

2.) ปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ (AI / Machine learning and Robotics) 

3.) เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Chemicals) 

4.) ธุรกิจพลังงานใหม่ (New energy business) เช่น พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) แบตเตอรี่ หรือระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) 

5.) สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Environment and sustainability) เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจสูง


สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของทั้งไทยและจีน จากการที่ CAS จะได้มีโอกาสในการทดลองตลาดนวัตกรรมในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ตามแนวทาง Belt and Road Initiative (BRI) หรือโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน ภายใต้มูลค่าโครงการในระยะเริ่มต้น ที่ประกอบด้วยต้นทุนนักวิจัย เทคโนโลยี สถานที่และเครื่องมือในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท)” 

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างเอสซีจี กับสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.) การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือ “SCG-CAS ICCB Innovation Hub”  2.) การนำเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วเบื้องต้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย 3.) การร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Joint Research Project) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ  4.) การเป็นแหล่งบ่มเพาะเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยและจีน 5.) การสร้างความร่วมมือด้านการลงทุน

“เอสซีจีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะสามารถดึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของทั้งสององค์กรมาแลกเปลี่ยนและส่งเสริมซึ่งกันและกันให้เกิดอีโคซิสเท็มส์ที่กว้างขวางขึ้น เพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายในปัจจุบันได้รวดเร็วและดียิ่งขึ้น นำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจหลักของเอสซีจีที่มีอยู่ ตลอดจนการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ช่วยสานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนได้ต่อไป” นายรุ่งโรจน์ กล่าวสรุป


เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand