26
shared

เปิดแนวคิดเก็บ 'ภาษีความเค็ม' สินค้าใดเข้าข่ายบ้าง?

17 ตุลาคม 2562 10:10 4243
เปิดแนวคิดการเก็บภาษีความเค็ม หลังคนไทยป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก พร้อมไขข้อสงสัยสินค้าใดเข้าข่าย-ไม่เข้าข่าย ถูกเก็บภาษี

วันนี้ (17 ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมควบคุมโรค และเครือข่าย ลดการบริโภคเค็ม เดินหน้ารณรงค์พฤติกรรมติดเค็มของคนไทยเนื่องจากคนไทยเจ็บป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นจำนวนมาก และ "ความเค็ม" ก็เป็นสาเหตุของบางโรค เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไตที่พบว่า "จำนวนผู้ต้องล้างไตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 หมื่นคนต่อปี"

ล่าสุดกรมสรรพสามิตรับลูกที่จะนำมาตรการภาษีมาใช้ เรียกว่า "ภาษีความเค็ม" หรือการเก็บภาษีอาหารที่มีส่วนผสมของ "โซเดียม  อันเป็นสารที่ให้รสเค็ม ในปริมาณที่เกินจากมาตรฐานที่กำหนดว่าควรบริโภคได้ ซึ่งกรมฯอยู่ระหว่างกำหนดรายละเอียดและอัตราภาษีแต่หากมีการจัดเก็บภาษีความเค็มแล้วก็จะให้ผู้ระกอบการมีระยะเวลาปรับตัว 1-2 ปี เพื่อลดปริมาณความเค็มในสินค้า หรือปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น แม้ว่าภาษีความเค็มจะเนเรื่องใหม่ของไทยแต่ในต่างประเทศมีการนำมาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีมาใช้แล้วเพื่อจูงใจให้ทั้งผู้บริโภคลดการบริโภค และผู้ประกอบการลดการใส่ส่วนผสมดังกล่าวลง


ก่อนอื่นมาดูว่ามีประเทศใดบ้างที่ใช้มาตรการลดความเค็มและของไทยจะมีแนวทางจัดเก็บจากสินค้าใดบ้าง

ประเทศใช้มาตรการลดบริโภคเค็ม

- มาตรการภาษี -

ประเทศฮังการี

-เก็บภาษีอัตรา10-15%ในปี 2554

-สินค้าขนมขบเคี้ยว-เครื่องปรุงรส

-ประชาชนลดบริโภคลง 20-35%

-ผู้ผลิตปรับสูตรอาหารลดโซเดียมลง


ประเทศโปรตุเกส

-เริ่มจัดเก็บภาษีปี2561

-อาหาร ขนมเช่น เวเฟอร์ บิสกิต มันฝรั่งแห้งหรือทอด

-เกลือเกิน 1% หรือโซเดียมเกิน400มก./100กรัมเก็บ27บาทต่อกก.

- มาตรการอื่นๆ -

ประเทศอังกฤษ

- มีกฎหมายกำหนด "ฉลากแบบ สัญญาณไฟจราจร"

- ใช้กับส่วนผสม 4 ชนิด คือ น้ำตาล ไขมัน ไขมันอิ่มตัวและเกลือ 

**"สีเขียว -ปริมาณน้อย สีเหลือง (หรือส้ม)-ปานกลาง  สีแดง-ปริมาณมาก  เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน


ประเทศชิลี

- มีการใช้ "ฉลากคำเตือน" ในอาหาร/ขนมโซเดียมเกินมาตรฐาน

-มีการลดปริมาณค่ามาตรฐานลงเป็น 3 ระยะ

*ปี 59 กำหนดมีปริมาณโซเดียม 800 มก./100 กรัม

*ปี 61 ปริมาณโซเดียม 500 มก./100 กรัม 

*ปี 62 ปริมาณโซเดียม 400 มก. / 100 กรัม

-อาหารที่มีฉลากคำเตือนไม่ให้ขายในโรงเรียนหรือทำการตลาดกับเด็ก


ข้อแนะนำการบริโภคอาหารเค็ม

องค์การอนามัยโลกแนะนำ บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มล./วัน เทียบเท่าเกลือไม่เกิน 5 กรัม/วัน

ปัญหาที่พบในไทย คือ คนไทยบริโภคเกลือ 10 กรัม/วันหรือมากกว่า ทำให้เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตมากสุด อันดับ 1 โรคหัวใจขาดเลือก อันดับ 3 โรคหลอดเลือกสมอง อันดับ 8 โรคไตเรื้อรัง ซึ่งค่ารักษาพยาบาลปีละ50,000-100,000 ล้านบาท


แนวคิดจัดเก็บภาษีความเค็มของไทย

- สินค้าที่เข้าข่าย -

-อาหารแช่แข็ง

-อาหารกระป๋อง 

-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป/โจ๊ก

-อาหารกึ่งสำเร็จรูป


- สินค้าไม่เข้าข่าย -

- เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส

-อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง 

-สินค้าชุมชน ปลาเค็ม เนื้อแดดเดียว

-ขนมขบเขี้ยวของเด็ก ไม่ถือเป็นอาหารจำเป็น

แน่นอนว่าการเก็บภาษีความเค็มจะมีผลให้ราคาสินค้า ที่มีโซเดียมสูงในระดับที่กฏหมายกำหนดไว้จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น สุดท้ายผู้ประกอบการอาจเลือกวิธีผลักภาระให้ผู้บริโภคนั้น คือ การปรับขึ้นราคาสินค้า 

เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand