5
shared

Test Drive : MG ZS EV เอสยูวีพลังไฟฟ้า 100%

30 กันยายน 2562 23:20 333
MG ZS EV ขับสนุก เร้าใจ ความปลอดภัยแน่น ลุ้นเรื่องสถานีชาร์จไฟ ครอบคลุมพื้นที่ได้เหมือนสถานีบริการน้ำมันเมื่อไหร่ ขับเดินทางไกลได้แน่นอน


หลังจากเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว ZS EV เอสยูวีขุมพลังไฟฟ้าล้วนไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน กระแสตอบรับนับว่าค่อนข้างดีทีเดียว ส่วนหนึ่งด้วยภาครัฐและเอกชนต่างให้การสนับสนุน โดยเฉพาะด้านภาษีและสถานีชาร์จไฟ ทำให้เป็นกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจกับรถประเภทนี้มากยิ่งขึ้น ล่าสุดเชิญสื่อมวลชนได้เชิญสื่อมวลชนทดสอบขับแบบ One Day Trip เส้นทางไปกลับ กรุงเทพฯ-พัทยา ระยะทาง 138 กม.(ขาไป) และ 134 กม. (ขากลับ) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะและประสิทธิภาพต่างๆ ตลอดจนฟีเจอร์ล้ำๆ ที่ติดตั้งอยู่ในรถคันนี้


ก่อนไปขับจริง ขอเริ่มต้นด้วยรายละเอียดและจุดเด่นที่มีอยู่ใน ZS EV คันนี้กันก่อน ซึ่งหากมองผิวเผินหลายคนอาจคิดว่า รูปลักษณ์ของ MG ZS EV นั้นมีเรือนร่างเหมือนกับรุ่น ZS ที่ใช้เครื่องยนต์ แต่ในความจริงนั้นมีจุดที่ช่วยแยกความแตกต่างชัดเจน จุดแรกคือสีตัวถังที่เป็นสีพิเศษ ‘ฟ้า Copenhagen Blue’ อีกจุดคือบริเวณกระจังหน้าซึ่งเป็นลายตาข่ายทรงทึบ โดยติดตั้งช่องชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า (ใช้มือกดฝาครอบจะยกตัวออกมา) ส่วนล้อแม็กดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว (ลายบริเวณก้านต่างกับรุ่น ZS ธรรมดา)


ส่วนภายในห้องโดยสารของ ZS EV ตกแต่งด้วยโทนสีดำ แผงคอนโซลหน้าบุด้วยวัสดุนุ่มแบบ Soft touch ช่วยให้ผู้ขับผู้โดยสารรู้สึกหรูหรามีระดับมากขึ้น ส่วนพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นทรงสปอร์ตหุ้มหนัง สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว 

นอกจากนี้ระบบปรับอากาศเป็นแบบดิจิตอล มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 อีกทั้งยังมีห้องโดยสารที่กว้างสบายและยังคงโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) 


การทดสอบแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ช่วงแรกเป็นการทดสอบสมรรถนะและฟิลลิ่งในการขับขี่กันที่สนามทดสอบ MG Driving Experience Centre ย่านศรีนครินทร์ แบ่งย่อยเป็น 3 สเตชั่น คือ เริ่มต้นด้วยการทดสอบอัตราเร่งจากหยุดนิ่งไปแตะที่ความเร็ว 60 กม./ชม. บอกเลยว่าดึงแบบหลังติดเบาะทีเดียว รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพราะไม่ต้องรอรอบหรือเปลี่ยนอัตราทดเกียร์



สเตชั่นที่ 2-3 ทดสอบการทรงตัวในขณะเข้าโค้งแบบต่อเนื่อง การหักหลบสิ่วกีดขวางแบบกะทันหัน (สลาลอม) และการควบคุมพวงมาลัย ด้วยความเร็ว 50-60 กม./ชม. จุดนี้ก็นับถ่ายทอดคาแร็คเตอร์ต่างๆ ของรถออกมาให้ผู้ขับได้สัมผัสอย่างชัดเจน ไม่ว่าระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) ที่เบามือช่วยให้ควบคุมรถไปในทิศทางที่ต้องการได้ง่ายขึ้น 

อีกทั้งระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างหลัง ทอร์ชันบีม ซึ่งเหมือนกับ MG ZS แต่ทว่ากับให้ความรู้สึกที่มั่นคงและนิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อสาดโค้งหรือโยกหลบสิ่งกีดขวาง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตัวรถนั้นมีน้ำหนักของแบตเตอรี่เพิ่มเข้ามา 200 กก. ทำให้ตัวรถมีความบาล้านซ์มากยิ่งขึ้น


การทดสอบช่วงที่ 2 เป็นการเดินทางระยะไกล โดยมุ่งหน้าไปยัง 7-11 ธาราพัทยา ในระหว่างทางเรียกว่าเจอสภาพการจราจรแบบหลากหลาย ช่วงแรกเมื่อออก MGD ต้องเจอกับจราจรที่แอดอัดเคลื่อนตัวได้ช้า ซึ่งการควบคุมรถผ่านจุดดังกล่าวนั้นก็ทำได้แบบคล่องตัว 


เมื่อเข้าสู่ถนนบางนา ต่อเนื่องขึ้นบูรพาวิถีและเข้าสู่มอเตอร์เวย์ การจราจรค่อนข้างลื่นไหล สามารถใช้ความเร็วได้ต่อเนื่อง ทำให้สัมผัสสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ต้องบอกเลยว่าในทุกย่านความเร็วของ MG ZS EV นี้ตอบสนองได้ดีแบบน่าประทับใจมากๆ ขับสนุก กดเมื่อไหร่มาเมื่อนั้น ในช่วงทางโล่งลองกดคันเร่งเต็มๆ พบว่าความเร็วสามารถไหลขึ้นไปแตะ 160-170 กม./ชม.ได้แบบสบายๆ ทีเดียว


โดยมอเตอร์ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาแค่ 3.1 วินาที และให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC หรือมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษของยุโรป) 

นอกจากนี้ยังได้ลองใช้โหมดการขับ ซึ่งมีให้เลือก 3 รูปแบบ ทั้งโหมดการขับขี่แบบ Eco แน่นอนว่าผู้ขับจะรู้สึกว่าอัตราเร่งจะดร็อปลง แต่ก็ได้มาซึ่งประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ขณะที่แบบ Normal ก็เหมาะกับการขับขี่ทั่วไป ส่วนการขับทดสอบในทริปนี้ส่วนใหญ่เลือกใช้โหมด Sport ซึ่งก็ให้การขับที่เร้าใจทีเดียว

สำหรับหัวใจของการขับเคลื่อนแน่นอนว่า MG ZS EV ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในจึงไม่ต้องใช้น้ำมัน ดังนั้นการขับเคลื่อนจึงเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งข้อดีคือมีความเงียบ ปราศจากมลพิษและเสียงรบกวน โดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้เป็นแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ได้รับการพัฒนาให้ส่งกำลังได้ดีเยี่ยมโดยเฉพาะในส่วนของขดลวด อีกทั้งยังระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนเลนในช่วงความเร็ว 120 กม./ชม. รู้สึกว่าพวงมาลัยอาจเบามือไปสักนิด คนไม่ชินอาจรู้สึกว่าเหวอๆ อยู่บ้าง ส่วนการเก็บเสียงในห้องโดยสาร นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และไม่สร้างความรำคาญ ส่วนเนื่องเป็นผลมาจากไม่มีเครื่องยนต์ ที่ได้ยินเล็ดลอดเข้ามาโดยมากเป็นเสียงของลมที่มาปะทะกับกระจกบังลมหน้าที่มีองศาค่อนข้างตั้งชัน รวมไปถึงเสียงของยางที่สัมผัสกับผิวถนนสะท้อนขึ้นมา 

ส่วนฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นซันรูฟแบบพาโนรามิก ซึ่งเป็นลูกเล่นเจ๋งๆ ที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวรถ อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ส่วนใหญ่ชื่นชอบการถ่ายรูปอัพลงโซเชียล ซันรูฟจึงนับเป็นดิสเพลย์ชั้นดีเลยทีเดียว 

อีกหนึ่งความโดดเด่นคือ เทคโนโลยี i-SMART ก็ช่วยให้การใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ในรถเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทั้งในภาคบันเทิง การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในรถ ซึ่งช่วยให้ผู้ขับมีความปลอดภัย โดยไม่ต้องละสายตาจากถนนหรือละมือจากพวงมาลัย

ขับมาได้ประมาณ 96 กม. ได้ลองกดเช็คระดับไฟแบตฯ ที่เหลืออยู่บนจอบริเวณกลางคอนโซล ปรากฏว่าเหลืออีก 46% และขับต่อได้อีก 128 กม. ส่วนอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 245.10 Wh/km ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงยังจุดหมายในขาไป ระยะทางบนจอของรถขึ้นว่าขับไป 138 กม. และระดับไฟในแบตเตอรี่เหลืออีก 26% จากนั้นนำรถเข้าชาร์จกับแท่นสาธารณะซึ่งก็ใช้เวลาใช้ไม่นานนัก 


ขากลับระยะทางสั้นลงเล็กน้อย 134 กม. ขณะที่ปริมาณแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้มีอยู่ 80% ซึ่งรูปแบบการขับรวมทั้งสภาพจราจรใกล้เคียงกับขาไป ซึ่งทันทีเมื่อถึงจุดหมายคือ MGD ระดับไฟในแบตเตอรี่เหลืออยู่ 17% อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 256.98 Wh/km และยังขับต่อได้อีก 50 กม.

แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ทำหน้าที่เก็บประจุไฟและส่งป้อนให้กับมอเตอร์ โดยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถว่าจะปลอดภัย หมดกังวลเรื่องไฟฟ้าดูดหรือกังวลว่าจะเสียหายหากต้องใช้งานบนสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย

เนื่องจากตัวแบตเตอรี่นั้นผ่านการรับรองและทดสอบตามมาตรฐานสากล ทำให้สามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 ซม. ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา และระบบการจัดการอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและสูง และระบบควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ 


NEW MG ZS EV ยังมาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ 

ปลอดภัยสูงสุดด้วยระบบ Advanced Synchronized Protection System ทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย (FSF) ระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System ทั้งหมด 9 ระบบ และระบบเสริมความปลอดภัยในขณะ ขับขี่ Advanced Driver-Assistance Systems ประกอบด้วย  

ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA, ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW, ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA, ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD และระบบเตือนขณะถอยหลัง RCTA  

NEW MG ZS EV ยังมีการติดตั้งไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) 

พร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์


NEW MG ZS EV รองรับการชาร์จไฟได้ 2 รูปแบบ คือ การชาร์จไฟแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG Home Charger ด้วยไฟกระแสสลับ AC ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 6.5 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณไฟที่มีเหลืออยู่ในแบตเตอรี่ด้วย หากเหลือเยอะก็ชาร์จไฟเข้าได้เร็วขึ้น


อีกรูปแบบเป็นการชาร์จไฟแบบเร็ว หรือ Quick Charge ผ่านสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) โดยใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-80% ในระยะเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งสาเหตุที่เร็วกว่าการชาร์จเองที่บ้าน ก็เพราะเป็นไฟแบบกระแสตรง (DC) ส่วนทำไมไม่ชาร์จให้เต็ม 100% ซึ่งจากข้อมูลคือ เมื่อระดับไฟถึง 80% ระบบก็จะลดแรงดันไฟมาเท่ากับการชาร์จจากไฟบ้าน ซึ่งทำให้เปลืองเวลาที่ผู้ขับจะรอ รวมทั้งยังเป็นการถนอมแบตเตอรี่ไปในตัวด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการระบุค่าชาร์จไฟฟ้าชัดเจนว่าต่อหน่วยนั้นราคาเท่าไหร่ แต่ทางผู้ให้บริการเอกชนก็เปรยๆ ให้ทราบว่าน่าจะมีราคาต่อกิโลเมตรถูกกว่าเมื่อเทียบกับการเติมก๊าซ NGV


โดยเอ็มจี ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้ง สถานีชาร์จ EA anywhere ให้กับโชว์รูมของเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนโชว์รูมอยู่ถึง 110 แห่งทั่วประเทศ โดยกำลังจะขยายเป็น 130 แห่ง ภายในปีนี้ อีกทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในการติดตั้งที่ชาร์จ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดและคลายความกังวลของผู้บริโภค ในการที่จะตัดสินใจใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 

สรุป NEW MG ZS EV ภาพรวมเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทีมีข้อดีหลายประการ ทั้งช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดเงินค่าพลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งชิ้นส่วนอะไหล่ก็มีน้อยกว่า การดูแลรักษาจึงค่อนข้างประหยัดกว่า แถมยังขับได้สนุกและเร้าใจ ระบบความปลอดภัยก็มีมาให้แบบครบๆ

แต่ทว่าหลายคนยังกังวลเรื่องความคงทนของอะไหล่ แม้มีชิ้นส่วนไม่มาก ถ้าเกิดเสียหายราคาจะสูงหรือไม่ อันนี้เอ็มจีก็ต้องทำการประชาสัมพันธ์เพื่อความเข้าใจต่อไป และอีกปัจจัยสำคัญ คือ สถานีชาร์จไฟสาธารณะ ถ้ามีจำนวนครอบคลุมเหมือนกับปั๊มน้ำมันได้เร็วขึ้นเมื่อไหล่ ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจต่อผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เชื่อว่าคนที่ซื้อรถมาคงไม่อยากขับใช้งานแค่ใกล้ๆ 100-200 กม. เท่านั้น ในวันหยุดก็อยากขับเที่ยวยาวๆ ขึ้นเหนือล่องใต้ได้แบบไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทาง

NEW MG ZS EV จำหน่ายราคา 1,190,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองรถวันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน จะได้รับข้อเสนอพิเศษ ประกันแบตเตอรี่แบบไม่จำกัดระยะทาง ตลอดระยะเวลา 8 ปี

ฟรี ชุดอุปกรณ์ชาร์จไฟในบ้าน หรือ MG Home Charger มูลค่า 45,000 บาท, ค่าติดตั้ง MG Home Charger มูลค่า 20,000 บาท, ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี และประกันคุณภาพรถยนต์ 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร 

ผู้สนใจสามารถทดลองขับได้ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com