4
shared

กินเสี่ยงตาย! ไขอาการ 'แพ้อาหาร' เช็กก่อนเผลอกิน

26 กันยายน 2562 08:03 1278
เรียนรู้โรค "แพ้อาหาร" หนึ่งในตระกูล "โรคภูมิแพ้" พร้อมเปิดวิธีสังเกตอาการง่ายๆ ก่อนพลาดพลั้งรับประทาน เพราะหาก

คงจะเซ็งกันไม่ใช่น้อย หากกำลังรับประทานอาหารอร่อยๆ จู่ๆ ก็มีอาการ "แพ้อาหาร" ขึ้น หลายคนรู้ตัวว่าแพ้อาหารประเภทใดบ้าง ขณะที่ หลายคนยังไม่ทราบว่าตัวเองมีอาการแพ้อาหารด้วย แล้วเราจะมีวิธีสังเกตอาการอย่างไรบ้าง วันนี้ TNN มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาให้ความรู้เกี่ยวกับการ "แพ้อาหาร" 

"แพ้อาหาร" คือ โรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง!

อาการ "แพ้อาหาร" จัดว่าเป็น "โรคภูมิแพ้" ชนิดหนึ่ง จัดว่าเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น โดยสารกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ จะเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ และเมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้แล้วก็จะหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ตามระบบในร่างกาย เช่น อาการคัน ไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ลมพิษ เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของอาการแพ้อาหารจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยเมื่อรับประทานอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้แฝงอยู่ ก็จะเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมาได้


8 ชนิดอาหารที่พบว่าเกิดการ "แพ้" บ่อย!

สำหรับชนิดอาหารที่พบว่า ผู้ป่วยมีอาการแพ้่บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง แป้ง สาลี ปลา อาหารทะเล ถั่วลิสง และถั่วจากพืชยืนต้น เช่น อัลมอนต์ ฮาเซลนัท วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ พีแคน แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ เป็นต้น

เช็กสักนิด! วิธีสังเกตอาการเมื่อ "แพ้อาหาร"

- อาการแพ้ที่แสดงออกทาง "ผิวหนัง" ที่ชัดที่สุด -

เป็นลมพิษ โดยจะมีผื่นแดงขึ้นมาและรู้สึกคันๆ ที่ผิวหนัง หลังจากที่รับประทานอาหารที่แพ้ ต่อมาจะเริ่มมีอาการบวม ผิวหนังนูนขึ้นมาเป็นแผ่นๆ และรู้สึกแสบร้อน แต่ไม่ได้มาจากการอักเสบ แต่เป็นการแพ้อาหาร

- อาการแพ้ที่แสดงออกทาง "ระบบทางเดินอาหาร" -

การแสดงออกจะเริ่มตั้งแต่ปาก คอ ค่อยๆ เรื่อยลงไปถึงกระเพาะและลำไส้ โดยหลังจากกินอาหารที่แพ้ไป บางคนอาจมีอาการคันที่ปาก ชาที่ลิ้น น้ำลายไหลตลอดเวลา คันคอ คันลิ้น ลิ้นบวมแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ถ่ายมีเลือดปน หรือเกิดอาการลำไส้อักเสบ ก่อให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาได้ 


- อาการแพ้ที่แสดงออกทาง "ระบบทางเดินหายใจ" -

การแสดงออกลักษณะนี้จะพบได้บ่อย คือ จมูกอักเสบ มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงหรือหลอดลมบวม ทำให้หายใจลำบาก มีอาการไอ บางรายรุนแรงมากไอมากจนมีอาการหอบ และเมื่อมีอาการหอบมากๆ ก็จะมีอาการตัวเขียว แน่นหน้าอก อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้

- อาการแพ้อาหารที่แสดงออกทาง "ระบบหัวใจ" -

ในกรณีที่แพ้อาหารมาก อาจเกิดความผิดปกติต่อระบบหัวใจ เช่น ความดันโลหิตต่ำ หรือเกิดอาการช็อกหลังจากกินอาหารที่แพ้เข้าไป

- อาการแพ้อาการที่แสดงออกในหลาย "ระบบทั่วร่างกาย" -

ผู้ป่วยโรคแพ้อาหารจะแสดงอาการแพ้ในหลายระบบร่วมกัน บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นช็อก ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ป่วย 90% จะมีอาการทางผิวหนัง 70% จะมีอาการทางระบบหายใจ 30-45% จะมีอาการทางเดินอาหาร 10-45% จะมีอาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ในเด็กมักจะเกิดอาการทางเดินระบบหายใจ ส่วนผู้ใหญ่จะเกิดอาการทางหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้ การแพ้อาหารนี้ส่วนใหญ่จะเกิดในครอบครัวซึ่งมีประวัติของการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง หรือเป็นหอบหืด ก็จะทำให้เกิดอาการแพ้อาหารได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย 


ไม่กิน "นมแม่" เพิ่มโอกาส "แพ้อาหาร" ในเด็ก

การแพ้อาหารก็มักจะเกิดขึ้นกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน เนื่องจากระบบการย่อยอาหารทุกชนิดยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เมื่ออาหารบางส่วนที่ย่อยไม่สมบูรณ์ผ่านเข้าไปในกระแสเลือด จะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวเกิดอาการแพ้ขึ้น

ขณะเดียวกัน อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กเกิดการแพ้อาหาร นั่นคือ การที่เด็กไม่มีโอกาสกินนมแม่ โดยเฉพาะในระยะ 1 เดือนแรก ทำให้เด็กมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ซึ่งในบางรายก็ทำให้แพ้อาหารในเวลาต่อมา หรือบางรายก็แพ้ฝุ่นละอองหรือเป็นภูมิแพ้ได้


"แพ้อาหาร" รักษาหายขาดได้หรือไม่?

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการรักษาอาการแพ้อาหารแบบตรงๆ จะยังทำไม่ได้ แต่วิธีการรักษาจะเป็นไปในลักษณะรักษาตามอาการมากกว่า เช่น หากมีอาการแพ้ทางผิวหนังให้กินยาแก้แพ้ ซึ่งเป็นยาต้านสารฮิสตามีน หรือที่เรียกว่า ยาแอนติฮิสตามีน และที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ก็คือ ยาคลอร์เฟนิรามีนขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งกินเพียง 1 เม็ด อาการแพ้ก็จะดีขึ้น แต่ถ้ารู้สึกคันมากหรือเป็นลมพิษ ก็ใช้คาลาไมน์โลชั่นทาให้ทั่ว หรือถ้าอาการรุนแรงถึงขนาดหอบมากๆ เป็นหอบหืด ท้องเสีย หรืออาเจียน ก็ต้องรีบไปรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน

ส่วนถามว่า "มีโอกาสหายขาดไหม?" นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารพบว่าถ้าให้งดอาหารที่แพ้ติดต่อกันนาน 1-2 ปี ก็มีโอกาสหายแพ้ได้ ยกเว้น การแพ้อาหารทะเล และถั่วลิสง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นมักจะแพ้ตลอดชีวิต

สำหรับเด็กที่แพ้นมวัว พบว่า มีโอกาสหายแพ้ 50% เมื่ออายุ 1 ปี และหายแพ้ 85% เมื่ออายุ  3 ปี ส่วนที่เหลือ 15% จะมีอาการแพ้ตลอดไป และ 25% ของเด็กที่แพ้นมวัว มักมีอาการแพ้อาหารอื่นๆ ร่วมด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ หรือลองรับประทานชิ้นเล็กๆ หรือแตะๆ ที่ลิ้น ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นจะต้องเตรียมยาแก้แพ้ไว้ด้วย เพราะถ้ามีอาการรุนแรงตามมาก็จะต้องรีบกินยาทันที หรือถ้าไม่สามารถควบคุมอาการหรือเป็นมาก ก็ควรไปพบแพทย์


วิธีป้องกัน หากไม่อยากให้อาการ "แพ้อาหาร" กำเริบ

สำหรับครอบครัวที่มีพ่อ แม่ หรือลูกคนโตเป็นโรคภูมิแพ้ สามารถลดโอกาสที่จะเกิดโรคผื่นผิวหนังจากภูมิแพ้ และโรคแพ้อาหารได้ในลูกคนถัดไปโดย วิธีดังนี้

- ให้กินนมแม่อย่างเดียว  นานอย่างน้อย  4  เดือน ขึ้นไป

- สำหรับแม่ที่ให้นมลูก ควรงดอาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้บ่อยๆ เช่น ไข่ นมวัว อาหารทะเล ถั่วลิสงในช่วงระยะที่ให้นมบุตร

- เริ่มให้อาหารเสริมแก่ลูก เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป


ข้อควรรู้!

กินอาหารชนิดนี้ไม่เคยแพ้...แต่ทำไมครั้งนี้แพ้? คำถามนี้หลายคนคงเคยสงสัย แต่บอกก่อนว่า ไม่แปลกเลย ที่บางครั้งแพ้บางครั้งไม่แพ้ เพราะว่าการแพ้อาหารก็สามารถเกิดได้เป็น "ครั้งคราว" แม้ไม่เคยแพ้อาหารชนิดนั้นๆ มาก่อนก็ตาม อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่าทำให้เกิดการแพ้ขึ้น ได้แก่ อาหารทะเล ถั่วลิสง ช็อกโกแลต และบางรายอาจแพ้ไข่ ซึ่งก็พบไม่บ่อยนัก


ขอบคุณข้อมูลจาก :

มูลนิธิหมอชาวบ้าน
พญ.สุกัลยา รัศมีทรางกูล กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ รพ.วิภาวดี
ศ.นพ.ปกิต วิชยานนท์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ขำ-ไม่ขำ ต้องลอง! สอนเทคนิค 8 ท่าหัวเราะง่ายๆ ประโยชน์เหลือล้น

- รู้ทัน 'โรคปลายประสาทอักเสบ' สัญญาณเริ่มต้นของโรคร้าย

- ผู้ปกครองต้องรู้! ส่อง 3 โรคหน้าร้อนที่เด็กต้องระวังช่วงปิดเทอม

- ไขอาการ 'วัณโรค' ภัยเงียบใกล้ตัวที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก

- ไม่ใช่แค่เพศสัมพันธ์! รู้จัก 'โรคเริม' ติดต่อง่าย..ถ้าไม่ระวังตัว


เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand