0
shared

บีทีเอส ยืนยัน ต่อสัมปทานเพื่อช่วยรัฐลดหนี้ 8 หมื่นล้านบาท

7 กันยายน 2562 11:08 122
บีทีเอส ยืนยัน ต่อสัมปทานช่วยรัฐลดหนี้ 8 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับลดค่าโดยสาร สายคูคต-สมุทรปราการ 65 บาทตลอดสาย  จากเดิมกำหนด 158 บาท   

วันนี้ (7 ก.ย. 62)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากกรณีที่รัฐบาลมีมติ ให้กรุงเทพมหานครรับดำเนินโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวทั้งสาย ซึ่งประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (หมอชิตคูคต)ที่รับภาระหนี้มาจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการและส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง- สมุทรปราการ) ส่งผลให้ กทม. มีภาระหนี้ จากงานโยธา 6 หมื่นล้านบาทงานระบบไฟฟ้าเครื่องกล 2 หมื่นล้านบาท รวม 8 หมื่นล้านบาท และที่ผ่านมาได้มีข้อสรุปร่วมกับกทม.ว่า จะขยายอายุสัมปทาน รถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ บีทีเอส ตลอดทั้งสาย เพื่อแลกกับภาระหนี้  และการบริหารจัดการเดินรถ แต่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) มีมติไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าบีทีเอส ยังเหลืออายุสัมปทาน ถึงปี 2585

 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ยืนยันว่า มติดังกล่าว ไม่ใช่มติให้ต่อสัมปทานหรือไม่ต่อ แต่เป็นมติรับร่างผลศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา อย่างไรก็ตาม บีทีเอส เห็นว่าการขยายสัมปทาน มีข้อดี ช่วยให้ รัฐลดภาระหนี้ ที่ต้องคืนรัฐและเรื่องค่าโดยสาร ซึ่งแต่เดิมที่เป็นมาตรฐานการเก็บค่าโดยสารของรถไฟฟ้าที่ทำไว้เดิม เมื่อรวมส่วนต่อ ส่วนสัมปทานแล้ว ถ้าประชาชนจะต้องเดินทางจากคูคตไปถึงสมุทรปราการ ประมาณ 158 บาท

"ปัญหามี 2 ข้อ คือค่าโดยสารแพงเกินไปและหนี้ที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไร กทม.ก็ทำการศึกษาผ่านพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งต้องจ้างที่ปรึกษาตามพรบ.ร่วมทุนฯ มาศึกษา ต้องสรุปมาว่าควรจะทำพีพีพี ก็ไปทำประชาพิจารณ์ เสร็จแล้วบังเอิญว่ากฎหมายมีการเปลี่ยน กฎหมายพ.ร.บ.ร่วมทุนฯมาเปลี่ยนใช้ปี 2562 โดยในกฎหมายมีปัญหาเล็กน้อยส่วนของรถไฟฟ้าสีเขียวหรือบีทีเอส มีส่วนที่เป็นทรัพย์สินเก่ากับส่วนที่เป็นทรัพย์สินใหม่ คือส่วนต่อขยาย ซึ่งเดิมเป็นของกทม. ถ้าจะทำสัมปทานตามพ.ร.บ.ร่วมทุน การดำเนินการค่อนข้างจะยุ่งยาก ต้องจัดการตัวทรัพย์สินเดิมก่อนขั้นตอนหนึ่ง 

จากนั้น ค่อยทำทรัพย์สินใหม่รวมกันแล้วต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี  ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าแล้วค่าโดยสารกับภาระหนี้จะทำอย่างไร กทม.คงหารือกับรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร  และรัฐบาลในขณะนั้นคือ คสช.ได้ออกม.44 มาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ คือตามม.44 เท่าที่เราดูมาช่วยในเรื่องของระยะเวลาให้สั้นลงเพื่อให้ทันการกับส่วนต่อขยายที่มีแผนจะเปิดให้บริการ แต่รายละเอียดตัววิธีการดำเนินการก็ยังดำเนินการตามพรบ.ร่วมทุนฯ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณา  ซึ่งร่างสัญญาก็ต้องไปผ่านอัยการสูงสุดก่อนเสนอครม. ถือเป็นการร่นให้เหลือรอบเดียว ให้กระบวนการเร็วขึ้น " นายสุรพงษ์ กล่าว 

ส่วนข้อที่ว่าคณะกรรมาธิการฯไม่เห็นด้วยที่ว่าให้ใช้ม.44 เพราะอยากจะเอื้อบีทีเอสนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีกรรมการมาเจรจามีคนนอกด้วย ซึ่งยืนยันว่าการเจรจาย่อมเข้มข้นมาก และมีการดูแลผลประโยชน์ของกทม.อย่างดี

สำหรับกรณีที่ว่าถ้าไม่ใช้ม.44 ภาระดอกเบี้ยหนี้สิน จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 ปีที่จะถึงนี้ นาย สุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องกทม.และประชาชนน่าจะเดือดร้อน รัฐบาลเลยต้องมาดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว