5
shared

ไม่ไหวอย่าฝืน! หมอเตือน 'นักวิ่ง' เจ็บหน้าอก-หน้ามืดต้องหยุดทันที

21 สิงหาคม 2562 07:08 150
นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพสำหรับนักวิ่ง ย้ำต้องฟังเสียงร่ายกายทุกครั้ง หากเจ็บ จุก แน่นหน้าอก หรือเวียนหัวหน้ามืด ให้หยุดวิ่งทันที

หลังเกิดเหตุนักวิ่ง 2 รายเสียชีวิตในงานวิ่งวังขนายมาราธอน ครั้งที่ 9 ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีแพทย์ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการวิ่งเตือนนักวิ่ง ต้องรู้ตัวเอง หากมี 2 อาการคือจุกเจ็บหน้าอก และหน้ามืดจะเป็นลวต้องหยุดวิ่งทันที

วันนี้ (21 ส.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือหมอแอร์ นายแพทย์ด้านโรคหัวใจ นักวิ่งมาราธอน และนักไตรกีฬา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพสำหรับนักวิ่ง ใจความว่า

1.การเสียชีวิตจากการออกกำลัง เกิดขึ้นได้ ตัวเลขประมาณ 1:80,000 ถึง 1:200,000 ของนักกีฬาที่ลงแข่ง

2.ถ้าไม่มีโรคซ่อน ยากมากๆ ที่จะเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะ อื่นๆ เช่น Heat stroke ,เกลือแร่ผิดปกติรุนแรง กล้ามเนื้อแตกสลาย ซึ่งไม่เสียชีวิตขณะแข่งทันที

3.การเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลังมาจาก โรคหัวใจเป็นหลัก อายุเกิน 35 ปี มักเป็นจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลัน ต่ำกว่า 35 มักเกิดจาก กล้ามเนื้อหนาตัวปิดปกติ หรือ โรคทางกลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม


4.ทำไมมักไปเกิดตอนแข่ง เพราะมีการเร่ง การทำความเร็ว ความตื่นเต้น ทำให้ระบบ Sympathetic ทำงานมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น ร่วมกับ การเสียเหงื่อ เสียเกลือแร่ ความร้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้โรคที่ซ่อนอยู่ ปะทุเกิดเรื่อง นำไปสู่หัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือ กระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง

5.นักกีฬา ควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงการเกิด ซ้อมอย่างไรก็แข่งอย่างนั้น ไม่อัด ไม่ฝืน ไม่เร่ง จนเกินความสามารถร่างกาย การปะทุของโรคโดยมากมาจากการออกกำลังกายใน Zone สูง ซึ่ง กระตุ้นให้เกิด หัวใจขาดเลือดฉับพลันได้ง่ายขึ้น ควรกินน้ำ และเกลือแร่ให้พอในการแข่งขัน ไม่อดน้ำ เพื่อทำเวลา การเสียน้ำ เกลือแร่ ที่มากกว่าปกติ เป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังต้องฟังเสียงร่างกายตัวเองทุกครั้งที่แข่งขันโดย 2 อาการเตือนที่สำคัญคือ 1.เจ็บ จุกแน่นหน้าอก หรือลิ้นปี่ 2.เวียนหัวหน้ามืดจะเป็นลม ถ้ามี 2 อาการนี้ ให้หยุดแข่งทันที และรีบบอกเพื่อนนักวิ่ง บอกเจ้าหน้าที่สนาม เพื่อนำส่ง รพ.ไม่นั่งพักแล้วรออาการดีขึ้น เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ตรวจคัดกรองโรค การทำคลื่นหัวใจ แนะนำให้ทำทุกราย สำหรับนักกีฬาที่เข้าแข่งขัน ไม่ว่าอายุเยอะหรือน้อย นักกีฬาที่อายุเกิน 35 ปี ควรได้รับการตรวจ เดินสายพานแบบ Maximal exercise เพื่อคัดกรองโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้การตรวจจะไม่สามารถ กรองได้ 100 % แต่ถ้าเจอ จะป้องกันการเสียชีวิตขณะแข่งได้ ตรวจเช็กไขมัน น้ำตาล ความดัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

การออกกำลังการเป็นประจำ ช่วยลด ความดัน ไขมันได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในคนที่เป็นเยอะๆ การออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ก็มีโอกาสที่ยังคุมโรคได้ไม่ดี จึงต้องกินยาร่วมด้วย อย่าดื้อ โดยเฉพาะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะไม่มีอาการ ไม่มีคำว่าไขมันสูงแบบนี้ เป็นปกติมานานแล้ว แล้วคิดว่าออกกำลังกายก็จะลงเอง แล้วละเลยการกินยา รวมถึงการตรวจเช็คสุขภาพ


6.การแข่งขันกีฬา มีหลากหลาย ซึ่งอาจไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน

การวิ่งบนถนน ถ้ามีภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมกู้ชีพ และเครื่อง AED สามารถเข้าถึงได้เร็ว และทุกจุดที่แข่ง ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการเข้าที่เกิดเหตุ คือยิ่งเร็ว ยิ่งดี หรือตามทฤษฎี คือเวลาไม่เกิน 5 นาที ผู้ป่วยจะมีโอกาส รอดขีวิตเยอะขึ้น

สนามวิ่งเทรล AED และทีมกู้ชีพไม่สามารถเข้าได้ถึงทุกจุด หรือใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าถึง ถ้ามีภาวะหัวใจหยุดเต้น โอกาสรอดขีวิตจะลดลง

นักกีฬาที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง อายุเยอะ ควรเลือกสนามแข่งขัน และรู้ถึงข้อจำกัดของการช่วยเหลือ เวลาเกิดเหตุการไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ ยิ่งระยะแข่งไกล ยิ่งร้อน ยิ่งเสียเหงื่อมาก ยิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจง่ายขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่อยากเตือน แต่ไม่อยากให้ตื่นตระหนก ไม่อยากใช้คำว่า ออกกำลังแล้วทำให้เสียชีวิต แต่จริงๆการเสียชีวิตมาจากการมีโรคซ่อนอยู่ แต่ไม่ได้ตรวจหรือตรวจไม่พบ เพราะภาพรวมของการออกกำลังกาย ทำให้แข็งแรงขึ้น ลดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ อายุยืนขึ้น และทำให้คนไทยแข็งแรง ขอเพียงเข้าใจ ไม่ประมาท ตรวจสุขภาพก่อนแข่ง และ Balance ระหว่าง สุขภาพกับ การแข่งขันให้ดี


ก่อนหน้านี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ออกมากล่าวถึงกรณีที่นักวิ่ง 2 รายเสียชีวิตในงานวิ่งวังขนายมาราธอน ครั้งที่ 9 ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชาย อายุ 40 ปี เกิดล้มศีรษะฟาดพื้น มือเท้าเขียว ตัวเย็น โดยกรณีที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ  ส่วนรายที่สอง เป็นอดีตนายทหารยศพันตรี อายุ 61 ปี หลังวิ่งเข้าเส้นชัย มีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก เมื่อนั่งพัก จากนั้นไม่รู้สึกตัว โดยผู้ป่วยทั้งสองรายได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งการเสียชีวิตของ ผู้ป่วยรายที่สอง จะต้องไปดูว่าปกติผู้เสียชีวิตมีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัว มีอาการผิดปกติทางร่างกายก่อนลงวิ่งมาราธอนหรือไม่

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในการวิ่งมาราธอน มีข้อควรระวังสำหรับนักวิ่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงกลาง และช่วงปลายของระยะก่อนถึงเส้นชัย นักวิ่งจะต้องมีการหยุดพัก หรือผ่อนความเร็วในการวิ่งให้เบาลงทีละน้อย เพราะเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อและหัวใจจะทำงานอย่างหนัก บางรายสามารถเกิดภาวะหัวใจทำงานไม่ปกติ เพียงในระยะสั้นก็ทำให้หัวใจขาดเลือด อาจเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เจ็บกล้ามเนื้อ รวมถึงหมดสติและหัวใจหยุดเต้นได้

จึงขอเตือนว่าขณะวิ่ง หากสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย ไม่ควรฝืนเพื่อวิ่งเข้าเส้นชัย ควรขอรับการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ปฐมพยายาลโดยเร็ว และขอให้คำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของผู้วิ่งเป็นหลัก เพราะภาวะนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และออกกำลังกายอย่างเป็นประจำต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในการจัดงานวิ่งมาราธอน จะต้องมีหน่วยแพทย์ รถพยาบาล ประจำตลอดการแข่งขัน รวมถึงจุดพยาบาลตลอดเส้นทางการแข่งขัน โดยเฉพาะบริเวณช่วงกลาง และช่วงปลายของการวิ่งซึ่งมีความเสี่ยงสูงว่าอาจมีผู้บาดเจ็บจากการวิ่ง เมื่อมีผู้บาดเจ็บทีมแพทย์ฉุกเฉินก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือและปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที และเพื่อให้ได้มาตรฐานการจัดกิจกรรม ทางกรมอนามัย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการวิ่งขึ้นมาใหม่และประกาศใช้การกำหนดให้มีหน่วยแพทย์ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนแล้ว ซึ่งการวิ่งครั้งนี้ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าได้มีการจัดหน่วยแพทย์ประจำกิจกรรม ตามประกาศหรือไม่


ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Akanis Srisukwattana