2
shared

รีวิว : ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่! เรียบหรูเช่นเดิม..เพิ่มเติมคือความเร้าใจ

19 สิงหาคม 2562 22:32 337
ลองแล้ว! ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด เจเนอเรชั่น 10 ลงตัวความเรียบหรู เทคโนโลยีช่วยขับแน่น สมรรถนะตอบโจทย์กว่าที่เคย


หลังฮอนด้าได้จัดกิจกรรมทดสอบ ‘แอคคอร์ด ใหม่’ (เจเนอเรชั่น 10) รุ่นย่อย Turbo EL ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ล่าสุดเดือนสิงหาคมนี้ได้มีการเชิญสื่อมวลชนบินลัดไฟสู่แดนใต้ เพื่อทดสอบในรุ่นท็อปสุดของโมเดลอย่าง Hybrid Tech เพื่อพิสูจน์สมรรถนะ และเทคโนโลยีสุดล้ำที่ได้รับการติดตั้งในซีดานหรูคันนี้อย่างมากมายแน่นอนว่า TNN Motoring ได้เดินทางไปร่วมทดสอบในครั้งนี้ 


เริ่มต้นขอพูดถึงในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ กันก่อน เห็นได้ชัดภาพรวมของดีไซน์มองผิวเผินเรียกว่าแทบไม่ต่างจากรุ่น 1.5 Turbo โดยยังเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่าง ความหรูเข้ากับความสปอร์ตได้ค่อนลงตัว เส้นสายตลอดทั้งคันดูมีความปราดเปรียวและเฉียบคมมากขึ้น


ชุดแผงกระจังหน้าโครเมียมเชื่อมต่อกับไฟหน้า (เลนสีฟ้า) พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED อย่างไรก็มีดีก็ยังจุดที่บ่งบอกถึงความแตกต่างเมื่อเทียบกันรุ่น Turbo คือ กันชนมีไฟตัดหมอกแบบ LED ทรงยาวขนาบที่มุมซ้าย-ขวา นอกจากนี้บริเวณใต้โลโก้ฮอนด้า-กระจังหน้า ยังมีชุดกล้องและเรดาร์สำหรับระบบ Honda SENSING ฝังอยู่ 



ขณะที่ไฟท้ายเป็นแบบ LED ด้านท้ายเหมือนกันทุกรุ่น แต่รุ่น HYBRID TECH ได้เสริมความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังลักษณะคล้ายๆ ตูดเป็ดหรือ Ducktail 



อีกจุดที่ไม่เหมือนกับรุ่นย่อยอื่นคือ มีหลังคามีซันรูฟพร้อมระบบ One-touch รวมถึงล้อแม็กดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง (รุ่น EL และ HYBRID ขนาด 17 นิ้ว)

มิติตัวรถ Accord Hybrid  มีความ ยาว 4,894 มม. กว้าง 1,862 มม. สูง 1,450 มม. ความยาวฐานล้อ 2,830 มม. ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า/คู่หลัง 1,588 มม./1,603.2 มม. (รุ่น TURBO EL 1,600มม./1,610.2 มม.) 

น้ำหนักตัวรถ Hybrid TECH 1,568 กก. รุ่น Hybrid 1,552 กก. และรุ่น TURBO EL 1,464 กก. เช่นกันกับถังน้ำมันของรุ่น Hybrid 48.5 ลิตร เล็กกว่ารุ่น TURBO EL คือ 56 ลิตร


ด้านภายในห้องโดยสาร โทนสีให้เลือก 2 สี (ขึ้นอยู่กับสีตัวรถ) คือ สีดำ ซึ่งมีทุกรุ่นย่อยแต่เพิ่มน้ำตาลเข้ามาเฉพาะรุ่น HYBRID TECH เท่านั้น เบาะหนังและชุดตกแต่งภายในลายไม้ที่มาพร้อมเอกลักษณ์แห่งความหรูหรา ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งาน




เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง, ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Memory Seat) พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ ปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าข้างพนักพิงเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้ 



ขณะเดียวกันยังมีฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยมากมาย ทั้งมาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว เหนือขึ้นไปบนคอนโซลฝั่งคนขับ มีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าหรือ Head-Up Display : HUD) ซึ่งติดตั้งเฉพาะรุ่น HYBRID TECH 


บริเวณกลางคอนโซลมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว (ลำโพง 8 ตัว) แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri มาพร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ฟังก์ชั่น Honda CONNECT กล้องรอบคัน 360 องศา และฟังก์ชั่นสำหรับระบบการถอยจอดอัตโนมัติ


สำหรับพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่ม รับ-วางสายโทรศัพท์ พร้อมปุ่มควบคุมระบบการทำงานที่อยู่ใน Honda SENSING ได้แก่ ACC with LSF และ LKAS (รุ่น HYBRID) หรือพร้อมปุ่มควบคุมระบบการทำงานที่อยู่ใน Honda SENSING ได้แก่ ACC with LSF, LKAS และ HUD (รุ่น HYBRID TECH)



ด้านระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นแบบ Dual Zone สามารถปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง ถัดต่ำลงมีช่องสำหรับชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ซึ่งติดตั้งอยู่ทั้งในรุ่น HYBRID และ รุ่น HYBRID TECH นอกจากนี้ยังช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง 

รวมทั้งยังได้มีการย้ายตำแหน่งของ IPU หรือแบตเตอรี่จากห้องสัมภาระด้านท้ายไปยังใต้เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง ส่งผลให้ห้องโดยสารและพื้นที่สัมภาระท้ายมีความกว้างขวางเทียบเท่ากับในรุ่นเทอร์โบ 


ระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว 


พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า มอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร 

ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เพียง 97 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเจเนอเรชันที่ผ่านมา 


อีกหนึ่งไฮไลท์ของฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด คือ สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกรูปแบบการขับขี่ ได้ 3 โหมด ประกอบด้วย การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) รวมทั้งยังเพิ่มอรรถรสความสนุกในการขับขี่ด้วย Sport Mode บริเวณคันเกียร์

-โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) มอเตอร์จะขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดจากการลดความเร็วให้กลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ 

ซึ่งในระบบนี้ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และให้ความเงียบเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง โดยแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ช่วยให้สามารถขับขี่ในโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ได้อย่างต่อเนื่องและทำความเร็วได้สูงสุดถึง 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง

-โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) เป็นระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ผสานกำลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว และมีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ 

โดยขณะลดความเร็ว เครื่องยนต์จะหยุดทำงานและชาร์จไฟกลับอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะเร่งความเร็วที่ให้อัตราเร่งที่นุ่มนวลและทรงพลัง

-โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พลังขับเคลื่อนจะมาจากเครื่องยนต์ โดยชุดล็อกอัพคลัตช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงและมีแรงเสียดทานต่ำ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่

อย่างไรก็ผู้ขับไม่สามารถเลือก Hybrid Drive Mode หรือ Engine Drive Mode ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ PCU จะกำหนดให้โดยอัตโนมัติว่าสถานการณ์ใดจะใช้โหมดอะไรถึงเหมาะสมกับช่วงจังหวะขับขี่ 



นอกจากนี้ HYBRID และ รุ่น HYBRID TECH ยังมีอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นคือ ระบบช่วยชะลอความเร็วที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) โดยจะมีแป้นหน้าตาเหมือนกับแพดเดิ้ลชิฟท์ แต่ต่างกันตรงที่แพดเดิ้ลชิฟท์ของรุ่น Turbo จะใช้ลด-เพิ่มอัตราทดเกียร์ ส่วนระบบช่วยชะลอความเร็วนั้นจะทำหน้าที่หน่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับความหน่วงได้ 3 ระดับ โดยข้อดีของระบบนี้ เมื่อใช้ในจังหวะลงเนินหรือเข้าโค้ง ก็ช่วยให้ผู้ขับสามารถทำได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น 


สำหรับการทดสอบขับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ จัดขึ้นในจังหวัดกระบี่ โดยหลังรับฟังข้อมูลตัวรถเสร็จก็ได้เวลาลองของจริง ซึ่งใช้เส้นทางจากอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่มุ่งหน้าสู่ อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา รวมระยะทางไป-กลับประมาณ 150 กม.

โดยการทดสอบขับกันเป็นขบวน ผ่านทั้งจุดที่เป็นเขตชุมชนที่จราจรหนาแน่น และทางหลวงข้ามจังหวัดซึ่งใช้ความเร็วได้สูง รวมทั้งสภาพเส้นทางมีทั้งทางโค้งกว้างตัดสลับโค้งแคบ รวมถึงทางตรงขึ้นลงโนนให้ชู้ตความเร็วกันพอสมควร

โดยในส่วนของสมรรถนะช่วงจังหวะการออกตัว หลายคนอาจคิดว่า แอคคอร์ด ไฮบริด คงจะไม่จัดจ้าน เพราะด้วยน้ำหนักแบตเตอรี่ แต่ทว่าพอกดคันเร่งกันจริงๆ ก็สัมผัสได้เลยว่ามันให้ความเร้าใจกว่าที่คิด คันเร่งตอบสนองได้ไวจนรถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างกระฉับกระเฉง

เช่นกันกับช่วงที่ความเร็วลอยตัว การเพิ่มความเร็วก็ทำได้แบบง่ายๆ กดคันเร่งปุ๊บกำลังก็ตอบสนองออกมาให้สัมผัสได้แบบไม่ลังเลว่าต้องรอรอบเหมือนกับรถที่ใช้เกียร์อัตราทดแบบทั่วๆ ไป


ในส่วนของระบบช่วงล่างเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่น จังหวะการเข้าสาดโค้งกว้างๆ และโค้งต่อเนื่องด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. สามารถทำได้แบบมั่นใจ ตัวรถค่อนข้างนิ่งแน่น สวนทางกับคาแร็คเตอร์รถที่คิดว่าต้องมาแนวนุ่มๆ แถมพวงมาลัยยังรู้สึกว่าคมและกระชับมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า 

อีกหนึ่งจุดเรียกว่า แอคคอร์ด ไฮบริด เจนฯ 10 ทำได้ค่อนข้างดี คือ เสียงภายนอกเข้ามาในห้องโดยสารค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งมีการฉีดโฟมเพื่อลดเสียง และมีระบบ Active Noise Control จึงช่วยตัดเสียงรบกวนความถี่ต่ำในห้องโดยสาร 


สำหรับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จากตัวเลขที่เคลมจากโรงงานอยู่ที่ 24.4 กม./ลิตร ซึ่งการทดสอบเสมือนใช้งานจริง ขับขี่ด้วยความเร็ว 90-140 กม./ชม. กับระยะทาง 150 กม. ตัวเลขที่คำนวณจากระบบในรถออกมาได้อยู่ 14.4 ลิตร ซึ่งถามว่าประหยัดหรือไม่ ส่วนตัวผมก็ไม่นับว่าขี้เหร่เท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้ประหยัดซะทีเดียว

นอกจากนี้ในการทดสอบขับบนถนนจริง ก็มีโอกาสได้เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING เพื่อความปลอดภัยในทุกการขับขี่ โดยเฉพาะกับระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKAS) และระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (RDM with LDW) 

ซึ่งหลังจากได้ลองเปลี่ยนช่องทางโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว เสมือนว่าคุณกำลังหลับในหรือไม่มีสติขณะขับขี่ ระบบก็จะดึงพวงมาลัยกลับเตือนให้ผู้ขับได้รู้ว่ากำลังไม่ปลอดภัย 




หลังเสร็จสิ้นการทดสอบบนถนน ก็ต่อด้วยการทดสอบระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก โดยทีมงานได้จองสถานการณ์เหมือนกำลังจอดรถในห้างสรรพสินค้า โดยการใช้งานต้องทำตามขั้นตอนดังนี้



1.เริ่มต้นให้ผู้ขับกดเลือกใช้งานระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง โดยกดที่ปลายก้านปัดน้ำฝนฝั่งซ้าย หรือกดเข้าเมนูที่จอกลาง (ระบบจะทำงานที่เงื่อนไขความเร็วเดินหน้าไม่เกิน 10 กม./ชม. และถอยหลังไม่เกิน 7 กม./ชม.)


2.เข้าเกียร์ D แล้วกดที่จอเพื่อเริ่มต้นใช้งานระบบ (สัญลักษณ์เป็นรูปอักษรตัว P และพวงมาลัย) ซึ่งที่จอกลางก็จะขึ้นให้เราเลือกว่าจอดแบบขนานหรือถอยเข้าช่อง (การทดสอบเลือกแบบหลัง) จากนั้นระบบจะแสดงกรอบสีเขียว เพื่อกำหนดจุดจอดให้เราได้เห็น (ทั้งฝั่งซ้ายและขวา) โดยลักษระของกรอบสีเขียวจะมี 2 ลักษณะ ในการจำลอง ฝั่งขวาเป็นสีเขียวทึบคือเลือกจอดได้อย่างปลอดภัย ฝั่งซ้ายเป็นสีเขียวปะหมายถึง พื้นที่ ณ จุดนั้นอาจไม่ปลอดภัยต่อการจอด หรือมีเส้นช่องจอดไม่ชัด และเสี่ยงต่อการเข้าจอดไม่สำเร็จ 


4.เมื่อเราเลือกช่องเป็นเขียวทึบ จากนั้นกดเริ่มต้นระบบจะขึ้นคำสั่งบนจอให้เราทำตาม เช่น เดินหน้า-ถอยหลัง เหยียบเบรก ซึ่งขณะระบบทำงานผู้ขับสามารถแตะเบรกหรือเลียได้ ส่วนทิศทางระบบจะบังคับให้โดยอัตโนมัติ 



5.และในจังหวะถอยจอดหากระบบตรวจจับว่ามีสิ่งกีดขวางด้านหลังและเสี่ยงต่อการชน ระบบก็จะเบรกให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้หากผู้ขับเผลอควบคุมพวงมาลัยเองระบบก็จะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติทันที

บทสรุปการทดสอบ : ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ในด้านสมรรถนะนับเป็นสิ่งสร้างความประทับใจในการขับขี่ได้แบบฉีกคาแร็คเตอร์ของตัวรถ ที่ก่อนขับแอบคาดว่าคงมาแนวผู้ใหญ่มาดสุขุม แต่ของจริงกับตอบสนองได้สนุกประดุจคุณหนุ่มมาดเนี๊ยบ 

ที่สำคัญยังอัดแน่นได้ฟีเจอร์ล้ำๆ ทั้งด้านความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ ในส่วนของรูปลักษณ์ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับคนมอง แต่ส่วนตัวของผู้ทดสอบคิดว่ายังสวยโดนใจแบบไม่สุด โดยเฉพาะด้านหลังของรถ ที่มองแล้วยังดูยังขัดๆ กับดีไซน์ด้านหน้าที่ออกแนวล้ำและโฉบเฉี่ยว แต่ทว่าด้านท้ายกับดูสวยหวานอ้อนแอ้น 

ส่วนในความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับรุ่นท็อปซึ่งมีราคาเท่ากับคู่แข่งแบบหมัดต่อหมัด ‘แอคคอร์ด ไฮบริด’ อาจจะเหนือกว่าในเรื่องของเทคโนโลยีบางตัว โดยเฉพาะฟีเจอร์ช่วยขับ-ความปลอดภัย แต่ถ้ามองเรื่องความสบาย โดยเฉพาะอย่างเมื่อเป็นผู้โดยสารแถวหลัง แคมรี่ HV Premium ดูมีภาษีเรื่องอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า



ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ขาว-แพลทินัม (มุก) ดำ-คริสตัล (มุก) เงิน-ลูนาร์ (เมทัลลิก) และเทา-โมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) พร้อมสีภายในห้องโดยสาร 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาล (เฉพาะรุ่น HYBRID TECH) สีไอเวอรี่เบจ และสีดำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอก 

สำหรับรุ่นไฮบริด มีให้เลือก 2 รุ่น 

- HYBRID  1,639,000 บาท

- HYBRID TECH 1,799,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ สามารถทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ www.honda.co.th/accord