2
shared

ผลดีเกินคาด! นักวิทยาศาสตร์ผลิตยารักษาอีโบลาใกล้สำเร็จ

14 สิงหาคม 2562 10:26 26
นักวิทยาศาสตร์ผลิตตัวยารักษาโรคอีโบลาใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว หลังทดลองใช้ยาตัวนี้รักษาแล้วได้ผลดีเกินคาด

วันนี้ (14ส.ค.62) บรรดานักวิทยาศาสตร์ขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นในการรักษาโรคมรณะ “อีโบลา” หลังจากตัวยาทดลอง 2 ชนิด ใช้ได้ผลดี เพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากถึงร้อยละ 90 ระหว่างการทดลองรักษาในคลินิกแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก โดยตัวยาที่อยู่ระหว่างการทดลอง 2 ชนิดนี้ คือยาปฏิชีวนะผสม ที่เรียกว่า อาร์อีจีเอ็น-อีบี3 (REGN-EB3) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัทเรเกเนรอน และยาโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ ที่เรียกว่า เอ็มเอบี114 (mAB114) ขณะนี้ จะจัดยา 2 ชนิดนี้ ให้ผู้ป่วยทุกคน ที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่กำลังรุนแรงในดีอาร์คองโก

ยารักษาโรคที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองดังกล่าว เห็นผลอย่างชัดเจน ในการทดลองใช้รักษาผู้ป่วย 4 คนระหว่างการระบาดใหญ่ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอีโบลา ซึ่งขณะนี้การระบาดเข้าสู่ปีที่ 2 แล้วในดีอาร์คองโก จากการเปิดเผยของสถาบันโรคภูมิแพ้และ โรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) หรือเอ็นไอเอไอดี

แอนโธนี ฟอซี หนึ่งในทีมนักวิจัยในการทดลอง กล่าวว่า ตัวยาทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำให้อัตราการรอดชีวิตจากโรคระบาดชนิดนี้สูงกว่าตัวยาอีก 2 ชนิดที่ใช้ในการทดลองคราวเดียวกัน คือ ซีแมปป์ (ZMapp) ซึ่งผลิตโดยบริษัท แมปป์ ไอโบฟาร์มาซิวติคอล และยา เรมเดซิเวียร์ ผลิตโดยกีลีด ไซแอนซ์ และขณะนี้ ตัวอย่างทั้ง 2 ชนิดนี้ได้เลิกใช้ไปแล้ว

ฟอซี กล่าวว่า มันทำให้พวกเขามีความหวังและมีความคิดในแง่ดี เพราะก่อนหน้านี้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ระหว่างร้อยละ 65 และ 70

ทั้งนี้ อีโบลาเป็นโรคระบาดร้ายแรง หากสามารถทำให้ลดระดับการระบาดได้ ก็จะทำให้ประชาชนมีความหวังมากและทำให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะเดินทางไปรักษาเมื่อล้มป่วย

อีโบลากำลังระบาดในพื้นที่ด้านตะวันออกของดีอาร์คองโก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,800 คน ความพยายามในการควบคุมโรคยังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากความรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธ และชาวบ้านต่อต้านความช่วยเหลือจากภายนอก

การระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากปี 2556-2559 เป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการระบาดในกินี, ไลบีเรียและเซียร์ราลีโอน มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 11,300 คน