2
shared

1 วันกับการเดินทางด้วย ‘นิสสัน ลีฟ’ ยานยนต์ไฟฟ้า 100%

5 สิงหาคม 2562 11:24 172
ขับในกรุงมุ่งสู่นครปฐม รวมระยะทาง 105 กม. ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งแบตเตอรี่ยังเหลือ

นิสสัน ในประเทศไทย จัดกิจกรรมการทดสอบสมรรถนะ ‘นิสสัน ลีฟ’ ยนตรกรรมพลังไฟฟ้าแบบ 100% รุ่นล่าสุด เพื่อให้สื่อมวลชนได้พิสูจน์ถึงสมรรถนะที่ได้จากการชาร์จไฟเต็มเพียงหนึ่งครั้ง โดยใช้เส้นทางขับขี่ในสภาพการจราจรที่หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตลอดทั้งวัน 


สำหรับกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณลาน จีแลนด์ พระราม 9 โดยก่อนเริ่มการทดสอบทีมวิศวกรได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการออกแบบของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า และรูปแบบการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 แบบ ซึ่งประกอบด้วย


การชาร์จฯแบบเร็ว (ไฟฟ้ากระแสตรง) ชาร์จพลังงานไฟฟ้าจาก 0% - 80% ในเวลาประมาณ 40-60 นาที (ขึ้นอยู่กับความจุพลังงานแบตเตอรี่ กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เหมาะกับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการชาร์จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน

การชาร์จฯ ด้วยเครื่องชาร์จ WALL BOX จากตู้ชาร์จที่บ้านหรือตามห้างสรรพสินค้า ระยะเวลาการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 4-7 ชม. ขึ้นอยู่กับกำลังไฟของเครื่องชาร์จ Wall box, ขนาดของแบตเตอรี่ และสเปคของรถ

การชาร์จฯ แบบธรรมดา ชาร์จไฟจากการต่อจากเต้ารับภายในบ้านโดยตรง มิเตอร์ไฟของบ้านต้องสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำ 15(45)A และเต้ารับไฟในบ้านต้องได้รับการติดตั้งใหม่ การชาร์จในลักษณะนี้มักจะเป็นการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 12-15 ชม.


ในส่วนของกิจกรรมการทดสอบครั้งนี้ นิสสันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากการทดสอบสมรรถะของอัตราเร่งและเทคโนโลยี e-Pedal ซึ่งทีมงานได้จัดพื้นที่บริเวณลานให้เป็นแทร็คในรูปแบบของยิมคาน่า-สลาลม เพื่อให้สื่อมวลชนได้ขับ ‘นิสสัน ลีฟ’ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องขับโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งความท้าทายของการทดสอบในสถานีนี้คือ ห้ามใช้เบรก! 


แว้บแรกที่หลายคนได้ยินว่าห้ามใช้เบรกก็แอบหวั่นใจกันแล้ว แต่ทว่าทีมงานนิสสันย้ำชัดว่าขับได้แน่นอน! เพราะมีเทคโนโลยี e-Pedal เป็นผู้ช่วย ที่สำคัญมีอินสตัคเตอร์นั่งไปด้วย ดังนั้นหายห่วงแน่นอน

โดยในรอบแรกทีมงานให้สื่อมวลชนได้ซ้อมเพื่อปรับตัวเข้ากับรถ พร้อมกับขับเพื่อดูเส้นทางก่อน แต่ก็ยังหวั่นใจมีเผลอเบรกไปบ้างในบางจุดที่ต้องเลี้ยวโค้ง เมื่อซ้อมเสร็จสองรอบพอเริ่มคุ้นชินก็มาถึงรอบจับเวลา 


ในรอบนี้ทีมอินสตัคเตอร์ที่นั่งไปด้วย แนะนำว่าต้องเหยียบคันเร่งไปที่ความเร็ว 40-60 กม./ชม. (เปิดใช้งาน e-Pedal พร้อมปรับตำแหน่งเกียร์ไปที่ B หรือ B+ ก็ได้ แต่ B+ ระบบจะหน่วงหนักมากกว่า) ที่สำคัญห้ามเหยียบเบรกเด็ดขาด

เมื่อรถเคลื่อนตัวออกด้วยการกดคันเร่งให้ความเร็วไต่ระดับไปถึง 50 กม./ชม. ก่อนถึงทางโค้งประมาณ 1-2 เมตร เมื่อเรายกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง รถก็หน่วงความเร็วให้เองแบบอัตโนมัติ เสมือนกับการทำงานของเบรก ทำให้เราสามารถบังคับรถเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย เมื่อกดคันเร่งต่อรถก็เคลื่อนที่ไปได้อย่างลื่นไหล ที่สำคัญมันรู้สึกว่ามันช่วยให้การขับรถเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว


ซึ่งเมื่อปล่อยคันเร่ง รถจะชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ จนถึงหยุดนิ่งได้โดยสมบูรณ์ แม้ว่าจะจอดรถค้างบนเนิน ก็ไม่จำเป็นต้องเหยียบแป้นเบรก ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องขยับเท้าออกจากคันเร่ง ไปยังแป้นเบรกเพื่อชะลอหรือหยุด ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเหนื่อยล้า และความเครียดได้จากการขับขี่ในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้แป้นเบรกน้อยกว่าการขับขี่รถยนต์ทั่วไปถึงกว่า 90%

แต่อย่างไรก็ดีมีสิ่งที่ผู้ขับ ต้องจับจังหวะการใช้งานของ e-Pedal ให้ถูก เพราะการหน่วงของระบบนี้ บางครั้งมันก็ทำให้จังหวะการเคลื่อนตัวของรถไม่ลื่นไหล ยิ่งบนท้องถนนอาจรู้สึกว่าเสี่ยงไปสักนิด จึงขอแนะนำว่าควรเรียนรู้กับจังหวะการทำงานของระบบ e-Pedal จนคุ้นชินเสียก่อน

หลังทดสอบบนแทร็คจำลองบนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาออกไปทดสอบขับจริงบนท้องถนน ซึ่งตามสภาพการจราจรของกรุงเทพฯ ในวันศุกร์แล้ว บอกเลยว่าสาหัสมากๆ 


ภายใต้จุดหมายที่ต้องเดินทางไปเช็คพ้อยต์ 5 จุด คือ ดาดฟ้าตึกฟอร์จูน สยามสแควร์ แวร์เฮาท์ 30 บางรัก ช่างชุ่ย และริว่าโฟลทติ้งคาเฟ่ นครปฐม และเดินทางกลับมาที่จุดเดิมบริเวณลานจีแลนด์ พระราม 9 

นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างชาเล้นจ์ ซึ่งนิสสันได้เคลมไว้ว่าลีฟขับได้ไกลถึง 311 กม. กับ กับพลังไฟในแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง ในหนึ่งวันจะไปไหนก็ได้ทั้งปริมณฑลหรือในกรุงเทพฯ


โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เรียงลำดับสถานที่ไปได้ด้วยตัวเอง ว่าจะไปจุดใดก่อน แต่ที่รู้ๆ แบตเตอรี่ต้องเหลือเพียงพอกลับมาถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งตลอดทางที่อยู่บนรถรู้สึกได้เลยว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนคันนี้ให้ความสะดวกสบาย และขับขี่ได้คล่องตัวไม่แพ้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเลยสักนิด แถมจะดีกว่าด้วยซ้ำโดยเฉพาะความเงียบ เพราะไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์เข้ามารบกวน อีกทั้งแอร์ก็ยังให้ความเย็นสบายอยู่ตลอดแม้ว่ารถจะจอดติดอยู่ก็ตาม 


ที่สำคัญเมื่อขับอยู่บนช่วงที่มีจราจรแออัด ลีฟก็ยังให้ความอุ่นใจ เพราะติดตั้งเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะมาไม่น้อยหน้า ทั้งเทคโนโลยีช่วยเตือน เมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning) เบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking) 

และที่ชอบมากๆ คือ กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) จะเลี้ยวซ้ายเปลี่ยนช่องทางจราจรก็ทำได้อย่างมั่นใจ

รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Alert Assist) ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ เพิ่มความปลอดภัย และลดความเครียดจากการขับขี่

ในด้านสมรรถนะ เชื่อหลายคนมีความถามว่าจะขับได้สนุกหรือเร้าใจ เหมือนกับรถที่ใช้เครื่องยนต์แค่ไหนกัน ผมตอบให้เลยว่า ขับสนุกมาก! เร่งออกตัวได้ทันใจจริงๆ ยิ่งถ้าใครที่เคยขับรถกอล์ฟ บอกได้เลยว่าลื่นไหล ออกตัวเนียนๆ แบบนั้นเลย แต่รถคันนี้พุ่งทะยานได้เหนือกว่าอีกหลายเท่าตัว


นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ขนาดความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) มีกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์ (kW) และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 7.9 วินาที เท่านั้น

เมื่อผ่านไป 3 จุดเช็คพ้อยต์ (ดาดฟ้าตึกฟอร์จูน สยามสแควร์ และแวร์เฮาท์ 30 บางรัก) ซึ่งแต่ละที่อยู่ในดงรถติดแทบทั้งสิ้น งานนี้เลยต้องเช็คหน้าจอดูแบตเตอรี่สักหน่อย ปรากฏว่าร้องโอ้โหหนักมาก เพราะระดับไฟเบตฯ ยังเหลืออีก 70% 



คราวนี้ก็มาลุยกันต่อกับ 2 สถานที่ที่เหลือ ซึ่งต้องขับกันแบบยาวๆ ไปยังริว่าโฟลทติ้งคาเฟ่ นครปฐม จากนั้นขากลับค่อยแวะที่ช่างชุ่ย ซึ่งการเดินทางขาไปก็เรียกว่าชิลๆ เพราะรถไม่ติดมากนักการจราจรเคลื่อนตัวได้แบบลื่นไหล ทำให้สามารถสัมผัสสมรรถนะของขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าได้เต็มที่


โดยเฉพาะจังหวะการเร่งแซงเรียกว่าทำได้แบบสนุกและมั่นใจ เหยียบเมื่อไหร่ก็ตอบสนองได้ตามสั่งทันที หรือในจังหวะความเร็วลอยตัว จะเพิ่มความเร็วต่อก็ทำได้แบบง่ายๆ เพราะไม่ต้องรอรอบหรือคลิกดาวน์เกียร์ เพื่อเรียกกำลังใหม่ให้เสียพลังงานและเปลืองเวลา



หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ 5 จุดเช็คพ้อยต์กันแล้ว ก็มุ่งหน้าไปสู่ลานจีพระราม 9 ทันที แต่ทว่าเส้นทางและสภาพการจราจรมันกลับไม่ทันใจ เพราะเป็นช่วงพอดิบพอดีกับเวลาเลิกงาน โดยแบตเตอรี่เหลืออยู่บนจอประมาณ 54% แถมต้องเผชิญกับรถติดแบบจอดสนิท ซึ่งจากการจับเวลาพบว่าติดเกือบๆ ชั่วโมง ปรากฏว่าแบตฯ ลดระดับไปเพียง 1% เท่านั้น อันนี้บอกเลยว่าว้าวมาก


จากนั้นเดินทางต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงยังจุดหมายที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ย้อนกลับไปดูที่มาตรวัดอีกที ก็พบว่าวันนี้เราขับไปหลายๆ แห่งในกรุงเทพฯ แถมเดินทางไปนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม รวมระยะทางแล้วร่วมๆ 105 กม. ระดับแบตเตอรี่ยังเหลืออีก 46% และยังสามารถขับต่อได้อีก 120 กม. 

นับว่าน่าประทับใจอย่างมาก กับการทดสอบนิสสัน ลีฟ ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ในครั้งนี้บนเส้นทางทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้สภาพจราจรที่หลากหลาย ซึ่งพิสูจน์ได้ชัดว่าการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง นิสสัน ลีฟ สามารถพาคุณไปได้ไกลกว่าที่คิดได้แบบมั่นใจ


การใช้งานในกรุงเทพฯ นิสสัน ลีฟ สามารถขับได้แบบไม่ต้องกังวล ทั้งปัญหารถติดและจำนวนสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคำนวณเป็นจำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายตกเพียงกิโลเมตรละ 50-70 สตางค์เท่านั้น ที่สำคัญผู้ใช้สามารถโหลดแอปสำหรับดูตำแหน่งที่ตั้งของสถานีชาร์จได้แบบง่ายๆ 

ส่วนในเส้นทางต่างจังหวัดหรือระยะทางไกลๆ อันนี้ขอแนะนำ ว่าควรทำการบ้านล่วงหน้า เช็คดูว่าในเส้นทางที่จะไปนั้นตรงไหนจุดชาร์จไฟบ้าง (ศูนย์บริการบางแห่งมีสถานีชาร์จไฟ) เพื่อเช็คระยะในการจอดชาร์จไฟได้ถูก แต่หากเดินทางไปปริมณฑลหรือจังหวัดใกล้ๆ ในช่วง 100-200 กม. บอกเลยลีฟพาคุรเดินทางได้แบบสบายไม่มีปัญหา


รูปลักษณ์ภายนอกแสดงถึงเส้นสายที่เรียบง่ายสะอาดตา แต่แฝงไปด้วยความดุดัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟรูปทรง 'บูมเมอแรง' 


ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำและไฟสูง เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเพิ่มระยะการส่องสว่างที่ครอบคลุมมากขึ้น 


ชุดไฟท้ายมีความโดดเด่นที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำลีฟรุ่นใหม่ได้จากระยะไกล การติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจกทำให้ลีฟ ใหม่ มีความสปอร์ตและสะดุดตามากยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าที่ลาดต่ำผสมผสานอย่างลงตัวกับกระจกด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงหลังคา ก่อให้เกิดเส้นเงาที่โฉบเฉี่ยว และทำให้การระบายของอากาศดีขึ้น


การออกแบบใต้ท้องรถและกันชนท้ายที่มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ และอากาศที่ยกตัวรถ ช่วยให้รถมีความมั่นคงยิ่งขึ้น การออกแบบตัวถังตามหลักแอโรไดนามิกส์ รวมถึงกันชนหลังที่เป็นแนวโค้ง และการออกแบบล้อตามหลักอากาศพลศาสตร์  ทำให้นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (drag coefficient) เพียง 0.28 เท่านั้น


นอกจากนี้ช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าของรถสามารถเสียบสายชาร์จโดยไม่ต้องก้มตัวลงมาเหมือนรุ่นก่อน ด้วยหลักการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของนิสสัน แสดงให้เห็นว่าช่องเสียบสายชาร์จไฟใหม่ที่ถูกติดตั้งในระดับ 45 องศา ทำให้ผู้ใช้งานที่มีระดับความสูงต่างกันสามารถเสียบสายชาร์จไฟได้อย่างสะดวก 


แบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบให้มีความจุพลังงานที่ดีขึ้น โดยยังมีขนาดเท่าเดิม ชุดแบตเตอรี่ดังกล่าวมีมิติเท่าเดิมทุกด้านเหมือนกับลีฟ รุ่นก่อนหน้า การปรับปรุงใหม่นี้ เกิดขึ้นภายในโครงสร้างแต่ละเซลล์ในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดอัดซ้อน (laminated lithium-ion)


การปรับดีไซน์ให้หน้าจอและรูปแบบของไฟแสดงข้อมูลของคนขับเรียบง่ายขึ้น ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับขี่


หน้าจอแสดงข้อมูล และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความฉลาดและใช้งานง่ายขึ้น มาตรวัดเป็นการผสมผสานระหว่างความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ Multi-information ด้านซ้ายหน้าจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7 นิ้ว บอกปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามการกำหนดค่ามาตรฐาน


คอนโซลด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ที่รองแก้วแบบคู่จัดวางตามแนวยาวที่นั่งระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นที่ฐานของคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับการวางสมาร์ทโฟนหรือกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งการใช้งานสวิตช์ไฟฟ้า ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์และพอร์ตยูเอสบีที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น เครื่องปรับอากาศและระบบทำความร้อนที่ประหยัดพลังงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร


แม้ว่าความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของแบตเตอรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นห้องโดยสารจึงรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบาย นอกจากนี้พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่มากขึ้น โดยมีความจุ 435 ลิตร (VDA)

พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีการเอาส่วนนูนออกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นเพิ่มความสะดวกสบายและการใช้งาน พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังสามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือกระเป๋าเดินทางขนาดกลางหรือกระเป๋าสัมภาระพกพาขึ้นเครื่อง 3 ใบ 



ปัจจุบันมีศูนย์บริการของผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน ที่ผ่านการรับรองจำนวน 32 แห่งทั่วประเทศที่สามารถนำเสนอข้อมูลของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รวมถึงความพร้อมบริการหลังการขาย โดยช่างเทคนิคที่มีความชำนาญการ

ทั้งนี้ลูกค้าผู้เป็นเจ้าของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ จะได้รับการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร