ธปท.กังวลบาทแข็งค่า เกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด

15:45 14 กุมภาพันธ์ 2562 275
เครดิตรูปภาพ:

https://pixabay.com

ผู้ว่าธปท.ยอมรับเงินบาทแข็งค่าเร็วจากปัจจัยภายนอก พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

วันนี้ (14ก.พ.62) นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ ว่า มาจากปัจจัยภายนอก ซึ่งธปท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยอมรับว่าเงินบาทในบางช่วงแข็งค่าเร็วเกินไป แต่ยังไม่พบความผิดปกติ หรือการเก็งกำไรแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐ มุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนไป จากหลายปัจจัยทั้งจากเหตุการณ์ government shutdown ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ การที่นักลงทุนเทขายหุ้นจากมุมมองความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป และการที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าเดิม ในขณะที่ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่คืบหน้า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับลดลง

 

นายวิรไท กล่าวว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ทำให้สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น ส่วนผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานะของแต่ละประเทศ ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินที่เข้ามาลงทุนในระยะยาว (FDI) สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.93% อยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศเกิดใหม่และประเทศในภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังสูง แม้ว่าการส่งออกจะชะลอลงบ้างจากภาวะการค้าโลกที่ตึงเครียด แต่การนำเข้าชะลอลงด้วย

 

ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลงในช่วงไตรมาส 3 ปรับดีขึ้นมากในช่วงปลายปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2562 ซึ่งเป็น high season นอกจากนี้ มีเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนระยะยาว (FDI) มากขึ้นด้วย  ทั้งนี้ในปี 2561 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.7 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์ แบ่งเป็นการเกินดุลการค้า 2.3 หมื่นล้านล้านดอลลาร์ และเป็นการเกินดุลบริการ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ผู้ว่าธปท. กล่าวว่า อาจจะมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าการปรับดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อปลายปี 61 ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะมีเงินไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น แต่ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ในปีนี้ ซึ่งต่างจากปีก่อน ๆ คือ ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทย 407 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้น 123 ล้านดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 284 ล้านดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.75% ยังต่ำกว่าของสหรัฐซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.25-2.5% และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อยู่ที่ 6.25% อินโดนีเซีย ที่ 6.75% ฟิลิปปินส์ ที่ 4.75% และมาเลเซีย ที่ 3.25%

 

ทั้งนี้ ธปท. ติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยในระยะสั้น ถ้าเห็นการเก็งกำไรที่ผิดปกติ หรือการเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็จะเข้าไปดูแลเหมือนกับที่ผ่านมา เรื่องค่าเงิน เป็นประเด็นอ่อนไหว เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ที่เวลาเงินบาทแข็งหรืออ่อน จะมีทั้งคนได้คนเสีย รวมทั้งเป็นประเด็นที่ถูกจับตา เราต้องระวังไม่ให้ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งอาจจะถูกมาตรการกีดกันทางการค้า สถานการณ์จะยิ่งแย่ลง

 

 

ช่องทางติดตามข่าวกับสถานีข่าว TNN24 ช่อง16 
Facebook: https://www.facebook.com/TNN24 
Twitter :https://twitter.com/tnnthailand 
Instagram :https://www.instagram.com/tnnthailand
Youtube :https://www.youtube.com/tnn24official 
Website :http://www.tnnthailand.com

Add Line TNN24 official เพียงเสิร์ชหาไอดี @TNN24 
หรือ คลิกที่นี่!!

เพิ่มเพื่อน