1
shared

ไบค์เกอร์ไทย..ส่วนใหญ่ไร้ใบขับขี่!

9 กรกฎาคม 2562 08:18 351
สถิติกรมขนส่งทางบก ระบุจำนวนใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งแบบบุคคลและสาธารณะอยู่ราว 7,528,903 ใบ ซึ่งสวนทางกับยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์สะสม ณ 30 มิถุนายน 2562 ที่มีถึง 21,240,092 คัน

จากข่าวที่เป็นกระแสบนโลกโซเชี่ยลกรณี “เด็กชายวัย 13 ปี” ขับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูง ก่อนที่สุดท้ายเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนกับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์คันอื่นจนตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส และก็เป็นที่แน่ชัดว่าคนขับรายนี้ไม่มีใบขับขี่! เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ขอใบอนุญาต ซี่งประเด็นสำคัญที่เรามองเห็นได้ชัด คือการที่ผู้ปกครองสนับสนุนให้น้องกระทำผิดกฎหมาย

ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปริมาณการใช้มอเตอร์ไซค์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมาเทียบดูกับสถิติจากกรมการขนส่งทางบก ปัจจุบันมีจำนวนใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งแบบบุคคลและสาธารณะอยู่ที่ 7.5 ล้านใบ ซึ่งสวนทางกับยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์สะสม ณ 30 มิถุนายน 2562 นั้นมีถึง 21 ล้านคัน นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะนั่นอาจหมายถึงผู้ขับขี่ส่วนใหญ่นั้นไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 

โดยมูลเหตุที่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่งไม่ยอมทำใบอนุญาตขับขี่ พบมีหลายปัจจัย บ้างมองว่าไม่จำเป็นมีไปก็เท่านั้น โดนเรียกโดนจับก็ถูกปรับอยู่ดี เผลอๆ ไม่มียังถูกปรับน้อยกว่าคนที่มีใบขับขี่เสียอีก บางคนอายุไม่ถึงแต่ผู้ปกครองก็ยังออกรถให้ หรือบางคนไม่ใส่ใจหรือสนใจจะทำตั้งแต่แรก ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียทั้งส่วนรวมและตัวเองด้วย! โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ไปบนถนนสาธารณะ 


แน่นอนหากคุณไม่มีใบอนุญาต แต่ยังฝืนขับขี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ถือเป็นการกระทำที่ผิดตามกฎหมายมีโทษทางแพ่ง เมื่อไหร่โดนตำรวจจราจรเรียกตรวจก็ถูกปรับได้ทันที ที่สำคัญเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการขับล้มเอง ขับไปเฉี่ยวชน หรือเป็นฝ่ายถูกชน คุณอาจจะเสียสิทธิ์จากการได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถ

โดยปัจจุบันอัตราโทษตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2537) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท กรณีขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตขับรถ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถที่จะแสดงได้ทันที (เว้นแต่ผู้ฝึกหัดขับรถตาม) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท


แม้ว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกได้เสนอยกร่างกฎหมายใหม่ เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องพฤติกรรมคนไทยมากขึ้นเพื่อหวังลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเรื่องใบขับขี่เสนอโทษปรับใหม่ สูงสุดถึง 5 หมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน จากเดิมโทษปรับสูงสุด 1 พันบาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน แต่ทาง จนท.ตำรวจจะไม่มีสิทธิ์ปรับเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งร่างกฎหมายใหม่นี้อยู่ในช่วงรอการเสนอ และยังไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

ปัจจุบันการทำใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ผู้ที่ต้องการจะขอรับใบอนุญาตควรเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติรวมถึงคุณสมบัติและเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และไม่เสียเวลา

คุณสมบัติของผู้ที่จะขอใบอนุญาตขับขี่

1.อายุของผู้ที่จะขอใบขับขี่ 

- ผู้ขอใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลชั่วคราว ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์

- ผู้ขอใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลที่มีขนาดความจุกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 110 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์

- สำหรับผู้ขอใบขับขี่รถมอเตอร์ไซค์สาธารณะ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์

2. มีความรู้ความสามารถในการขับรถ

3. มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ และตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

4. ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้

5. ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ

6. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน

7. ไม่มีใบขับขี่รถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว

8. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่

เอกสารประกอบการขอใบขับขี่

1. บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริงและใบอนุญาตการทำงาน (Work Permit) สำหรับชาวต่างชาติ พร้อมด้วยสำเนาเอกสารดังกล่าว

2. ใบรับรองแพทย์ ที่แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด ไม่เกิน 1 เดือน

3. ใบรับรองการอบรม (สำหรับกรณีผู้ทำการอบรมนอกกรมขนส่งทางบก)

สุดท้ายฝากถึงผู้ปกครองที่กำลังจะซื้อมอเตอร์ไซค์ให้บุตรหลาน ควรพิจารณาให้ดีถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของอายุและนิติภาวะ ว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะปล่อยให้พวกเขาออกขับขี่บนท้องถนนแล้วหรือยัง ที่สำคัญอายุถึงเกณฑ์ขอใบอนุญาตขับขี่ได้หรือไม่ อย่ามองแค่เห็นว่าแค่ขับได้ก็ซื้อให้เลย เพราะคนไม่มีใบขับขี่ก็ไม่ต่างอะไรจากคนไม่รู้กฎจราจร แน่นอนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนแทบเป็นศูนย์ และหากปล่อยให้ขับขี่รถออกไป ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุ ที่สำคัญไม่เพียงเจ็บหรือตายเพียงคนเดียว แต่ยังเสี่ยงทำให้ผู้ร่วมถนนต้องมาเดือดร้อนอีกด้วย