2
shared

ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอนาคต กับภาวะค่าครองชีพสูง

3 กรกฎาคม 2562 09:53 306
ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอดีตที่ว่าแพงที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ แต่ในอนาคตกลับมีแนวโน้มแพงขึ้นไปอีก ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เหมาะสมแล้วหรือไม่?


        20 ปีที่แล้วหรือในปี 2542  เป็นปีที่ไทยเริ่มมีรถไฟฟ้าใช้เป็นปีแรก ซึ่งขณะนั้นอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้า กรณีรถไฟฟ้าบีทีสายสีเขียว คิดค่าบริการตลอดสายไม่เกิน 40 บาท   และปัจจุบันเพิ่มส่วนต่อขยาย จากหมอชิต-สมุทรปราการ  อัตราค่าโดยสารเพิ่มมาเป็น 59 บาทในปัจจุบัน  แต่หากต้องใช้บริการเชื่อมต่อไปยังสายสีม่วง บางใหญ่ ค่าโดยสารจะอยู่ที่ 70 บาทต่อเที่ยว รวมไปกลับจะตกวันละ 118 บาท และ 140 บาท ซึ่งยังไม่นับค่ารถเมล์ หรือวินมอเตอร์ไซด์จ่ายเพิ่มไปอีก ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปค่าโดยสารทยอยปรับขึ้นเรื่อยๆ


ค่าโดยสารรถไฟฟ้าไทยแพงที่สุดในเอเชีย

        สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้จัดทำผลการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายระบบขนส่งสาธารณะรอบกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่า ค่าโดยสารระบบรางของไทยสูงกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย และมีค่าส่วนต่าง ค่าโดยสารระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์สูงที่สุด โดยไทยอยู่ที่ 67.4 บาท หรือ 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์อยู่ที่ 25.73 บาท หรือ 0.83 ดอลลาร์สหรัฐ และฮ่องกงอยู่ที่ 46.5 บาท หรือ 1.5 ดอลลาร์สหรัฐ

        ซึ่งสาเหตุที่แพงก็เนื่องมาจาก 2 สาหตุ ได้แก่  1.รูปแบบการลงทุนส่วนใหญ่ให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งการลงทุนระบบขนส่งสาธารณะจะมีต้นทุนสูงและใช้เวลาคืนทุนนาน การแบกรับภาระต้นทุนของเอกชน ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร และตั้งราคาตามต้นทุนที่เอกชนแบกภาระไว้ก่อนหน้า เมื่อต้องนั่งรถไฟฟ้าหลายระบบ จึงต้องเสียค่าแรกเข้าและค่าโดยสารตามระยะทางของรถไฟฟ้าระบบนั้น ๆ อีกต่อหนึ่ง ทำให้ค่าโดยสารแพงขึ้น  2.รัฐไม่มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่เพียงพอ โดยเฉพาะมาตรการเชิงบังคับจำกัดรถยนต์วิ่งเข้าเมือง เช่น จัดเก็บค่าเข้าเมืองในอัตราสูง ซึ่งในต่างประเทศใช้มาตรการนี้แล้วได้ผลจริง  


อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายเกิดใหม่คาดว่าจะแพงขึ้น?

ปัจจุบันมีโครงการรถไฟฟ้าหลายสายที่รัฐบาลผลักดันให้เริ่มก่อสร้าง และมีบางสายที่เตรียมจะเปิดทดสอบระบบเสมือนจริง โดยให้ประชาชนทดลองใช้ฟรีในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งก็เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าอัตราค่าโดยสารจะโหดแสนโหด จนเกิดความกังวลกันว่าจะมีผู้มาใช้บริการได้ไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้และอาจต้องประสบปัญหาคืนทุนช้าอย่างเช่นในอดีต 

        นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 16 บาทสูงสุด 42 บาท กรณีใช้สายสีน้ำเงินต่อกับสีม่วงค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 70 บาทโดยมีการยกเว้นค่าแรกเข้าที่ 16 บาท  ภาพรวมค่าโดยสารเมื่อเทียบกับระยะทางกว่า 70 กม. มีความเหมาะสมระดับหนึ่ง  กรณีที่ผู้โดยสารที่ไม่ได้ใช้บริการประจำ อาจจะรู้สึกราคาสูง แต่หากใช้ประจำจะมีระบบตั๋วเดือนที่ราคาถูกลง และค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกกว่าระบบขนส่งอื่นเช่นจักรยานยนต์รับจ้าง


ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอนาคตมีโอกาสถูกลง?

        นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ระบุว่า  โอกาสที่ค่าโดยสารในอนาคตจะถูกลงขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางรางเป็นสำคัญ  เพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลให้อัตราค่าโดยสารของระบบรถไฟฟ้าโดยรวมถูกลง (common fair) โดยตรง ส่วนระบบตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุม ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนานั้นเปรียบเสมือน hardware เท่านั้น คาดว่าถ้ากรมรางจัดตั้งได้เต็มรูปแบบจะเห็นการพัฒนาไปสู่ common fair ได้ชัดขึ้น

เตรียมเคาะราคาร่วม กทม.

        นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BTSC กล่าวว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในต่างประเทศที่ราคาถูกเพราะมีรัฐอุดหนุน  โดยนำรายได้การเก็บภาษีและจากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ (TOD) รอบสถานีมาช่วย ขณะที่ระยะทางแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน ดังนั้น การคิดค่าเฉลี่ยการเดินทางก็จะไม่เท่ากัน  อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังเจรจา กทม.ร่วมทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งโครงการ มีเรื่องค่าโดยสารรวมอยู่ด้วย ซึ่ง กทม.ยื่นเสนอให้บีทีเอสเก็บค่าโดยสารตามระยะทางสูงสุดไม่เกิน 65 บาท และเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งอัตราใหม่นี้ จะทำให้ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารได้ถูกลง

        เรื่องค่าโดยสารของรถไฟฟ้าที่เตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ อาจจะยังไม่มีการเคาะราคาออกมาที่ชัดเจน เนื่องจากอาจต้องใช้เวลาศึกษาผลกระทบ หรือค่าส่วนต่างของกำไร รายได้ต่างๆให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับทุกฝ่าย  แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย ต่อประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ระบบขนส่งทางรางเพื่อเดินทางในชีวิตประจำวัน