ดาวโจนส์ร่วง351.98จุด รับเฟดขึ้นดอกเบี้ย

08:51 20 ธันวาคม 2561 364
ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดร่วง351.98จุด หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย,หั่นคาดการณ์ศก.สหรัฐปีนี้-ปีหน้า

วันนี้(20ธ.ค.61)ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (19 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ ขณะเดียวกันเฟดได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐทั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศษฐกิจและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,323.66 จุด ร่วงลง 351.98 จุด หรือ -1.49% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,506.96 จุด ลดลง 39.20 จุด หรือ -1.54% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,636.83 จุด ลดลง 147.08 จุด หรือ -2.17%

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดดิ่งลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 2.25-2.50% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปีนี้ ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าลงเหลือ 2 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง

 

ในการประชุมครั้งนี้ เฟดได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 3.0% จากเดิมที่ 3.1% และปรับลดตัวเลขคาดการณ์ในปีหน้าสู่ระดับ 2.3% จากเดิมที่ 2.5% ส่วนการขยายตัวในปี 2563 ยังคงอยู่ที่ระดับ 2% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวในปี 2564 ที่ระดับ 1.8% และปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวในระยะยาว สู่ระดับ 1.9%

 

สำหรับเงินเฟ้อนั้น เฟดได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ และปีหน้าสู่ระดับ 1.9% ขณะที่คงตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2563 และ 2564 ที่ระดับ 2.1% และคงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวที่ระดับ 2.0%

 

นอกจากนี้ เฟดประกาศคงตัวเลขอัตราการว่างงานในปีนี้ที่ระดับ 3.7% และคงตัวเลขอัตราว่างงานในปี 2562 ที่ระดับ 3.5% แต่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2563 และ 2564 ขึ้นสู่ระดับ 3.6% และ 3.8% ตามลำดับ

 

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์สเตท สตรีท โกลบอล แอดไวเซอร์สได้แสดงความเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเมื่อคืนนี้คือ เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปีหน้า แต่ในขณะเดียวกันเฟดก็ยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวด้านการเงิน โดยการดำเนินการดังกล่าวของเฟดจะสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในตลาดการเงิน นอกจากนี้ การที่เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2563 และ 2564 ยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของเฟดที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มย่ำแย่ลงในวันข้างหน้า

 

ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กรีนวิช ในรัฐคอนเน็กติกัต กล่าวว่า แม้เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าลงเหลือ 2 ครั้ง จากเดิม 3 ครั้ง แต่นักลงทุนก็มองว่ายังไม่เพียงพอที่จะช่วยลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่เศรษฐกิจก็ขยายตัวช้าลง

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง นำโดยหุ้นเฟซบุ๊ก ดิ่งลง 7.3% หลังจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์สรายงานว่า เฟซบุ๊กยอมให้บริษัทเทคโนโลยีบางแห่งเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ขณะที่หุ้นแอปเปิล ร่วงลง 3.1% หุ้นอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ลดลง 0.8% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วงลง 1.5% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.3% หุ้น Nvidia ร่วงลง 5.7% หุ้นไมครอน เทคโนโลยีส์ ร่วงลง 8% หุ้นซิสโก ซิสเต็มส์ ร่วงลง 2.1% และหุ้นอเมซอนดอทคอม ดิ่งลง 3.6%

 

หุ้นเฟดเอ็กซ์ ทรุดตัวลง 12.2% หลังจากบริษัทประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์กำไรต่อหุ้นประจำปีงบการเงิน 2562 สู่ระดับ 15.50-16.60 ดอลลาร์/หุ้น จากเดิมที่ระดับ 17.20-17.80 ดอลลาร์/หุ้น โดยระบุถึงการอ่อนตัวของอุปสงค์ในอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจมหภาคหลายประการ เช่น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit),  การหดตัวของเศรษฐกิจเยอรมนี, การประท้วงในฝรั่งเศส และการชะลอตัวของอุปสงค์ในจีนที่มีสาเหตุจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

 

หุ้นไฟเซอร์ ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐ ร่วงลง 1% หลังจากบริษัทประกาศแผนจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนด้านสุขภาพร่วมกับแกล็กโซสมิทไคล์น ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของยุโรป

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.9% สู่ระดับ 5.32 ล้านยูนิตในเดือนพ.ย. โดยเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพ.ย., ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย., ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งสุดท้าย), รายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนพ.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน