17
shared

ไขอาการ 'วัณโรค' ภัยเงียบใกล้ตัวที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก

26 มิถุนายน 2562 18:18 6371
ไขอาการ 'วัณโรค' ภัยเงียบใกล้ตัวที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก

รู้จักโรคใกล้ตัว! "วัณโรค" มีสาเหตุมาจากอะไร คนกลุ่มไหนที่ต้องระวัง รวมทั้ง ไขอาการส่อเป็นวัณโรค และวิธีการป้องกัน

"วัณโรค" ถือเป็น 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก โดยองค์กรอนามัยโลกได้เปิดเผยสถิติล่าสุดในปี พ.ศ. 2558 พบว่า มีผู้ที่ป่วยทั่วโลกทั้งหมด 10.4 ล้านคน และมีถึง 1.8 ล้านคนที่เสียชีวิตจากวัณโรค ทั้งนี้ วัณโรคเป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย แต่ไม่ติด 10 อันดับสาเหตุการชีวิตของคนไทย แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังจัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่ปัญหาวัณโรคสูงมากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งจำนวนของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ในกลุ่ม 22 ประเทศเหล่านี้คิดเป็นกว่า 80% ของผู้ป่วยทั่วโลก ขณะที่วัณโรคนั้นก็ถือเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่บกพร่องจะทำให้เชื้อวัณโรคสามารถติดและแสดงอาการได้ง่าย

ล่าสุดเช้าวันนี้ (26 มิ.ย.62) ทีมแพทย์ รพ.ศิริราช ได้แถลงผลการตรวจชิ้นเนื้อของ "น้ำตาล เดอะสตาร์ 5" โดยพบว่า มีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูกนั้น เราลองมาดูกันว่า "วัณโรค" มีสาเหตุและวิธีป้องกันอย่างไร

วัณโรคเกิดจาก?

วัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ชื่อว่า "Mycobacterium tuberculosis" ที่สามารถแพร่กระจายได้ทางอากาศโดยผ่านทางการไอ จาม การพูด และการหายใจ โดย "ความเสี่ยง" ของวัณโรคจะเพิ่มขึ้น หากมีองค์ประกอบดังนี้

- เคยพักอาศัย หรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีผู้ป่วยวัณโรคจำนวนมาก

- เคยมีการติดต่อและสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคร้ายแรง หรืออยู่ในระหว่างการรักษาด้วยยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน และผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี

- เกิดจากปัญหาทางด้านโภชนาการ ติดยาเสพติด หรือพิษสุราเรื้อรัง

นอกจากนี้ เด็กและผู้สูงอายุยังเป็นวัยที่เสี่ยงต่อติดเชื้อวัณโรค เนื่องจากมีสุขภาพที่อ่อนแอกว่าคนในวัยผู้ใหญ่ ในขณะที่ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้น้อยกว่า เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายจะกำจัดเชื้อได้เองตามธรรมชาติ หรือหากเคยได้รับเชื้อมาก่อนแล้วผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง เชื้อก็จะไม่แสดงอาการใดๆ เช่นกัน


วัณโรค เกิดที่อวัยวะส่วนใด?

วัณโรค มักเป็นที่ "ปอด" โดยหลังจากหายใจเอาเชื้อนี้เข้าไป เชื้อจะไปซ่อนตัว อยู่ที่ปอด รอเวลาที่ร่างกายอ่อนแอก็จะกำเริบ มีอาการของโรคให้เห็น นอกจากนี้เชื้ออาจจะกระจายไปส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สมอง กระดูก ต่อมน้ำเหลืองไต เป็นต้น หรือหากเชื้อเข้าทางบาดแผล ก็จะเป็นโรคที่ผิวหนัง

จากสถิติของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คนจากประชากร 69 ล้านคน โดย 83% จะตรวจพบที่ปอด ส่วน 17% ตรวจพบนอกปอด แต่สำหรับ "วัณโรคหลังโพรงจมูก" นั้น พบได้น้อยกว่า 1% ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้ง วัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย

สำหรับ "วัณโรคหลังโพรงจมูก" รายงานทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณ 70% มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยวัณโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อมน้ำเหลือง


อาการของวัณโรค

อาการวัณโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแฝง (Latent TB) เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็น และระยะแสดงอาการ (Active TB) เป็นระยะที่เชื้อได้รับการกระตุ้นจนเกิดอาการต่างๆ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกเจ็บเวลาหายใจหรือไอ อ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น มีอาการเหงื่อออกในเวลากลางคืน น้ำหนักลด และความอยากอาหารลดลง

นอกจากนี้ อาการของวัณโรคยังขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็น เช่น "วัณโรคปอด" จะมีอาการไอเรื้อรัง บางคนมีไข้เรื้อรัง ผอมลง เหนื่อยง่าย คนที่เป็นนานๆ อาจไอมีเลือดปน "วัณโรคที่สมอง" จะมีอาการปวดหัว อาเจียน ซึมลง ชัก "วัณโรคที่กระดูกสันหลัง" อาจทำให้ กระดูกสันหลังคด หรือแตกออกเป็นฝี หากเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง จะมีต่อม น้ำเหลืองโต หรือแตกออกเป็นฝี

อย่างไรก็ตาม หากอยากรู้ว่าเป็นวัณโรคหรือไม่นั้น หากเป็นวัณโรคปอด สามารถตรวจได้ค่อนข้างง่าย โดยการเอ็กซ์เรย์ปอด และตรวจเสมหะหาเชื้อ แต่วัณโรคปอดบางคนและวัณโรคในอวัยวะอื่น จะตรวจได้ค่อนข้างยาก อาจต้องใช้วิธีเอ็กซ์เรย์พิเศษ หรือเจาะดูดน้ำ หรือตัดชิ้นเนื้อจากอวัยวะที่สงสัย เพื่อไปตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่


การป้องกันวัณโรค

1.ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย ไม่ปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ

2.ควรตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ต้องสืบค้นจนพบสาเหตุของความผิดปกตินั้น

3.หากมีอาการผิดปกติระยะเวลาหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ คลำเจอก้อนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุทันที

4.ระมัดระวังในการอยู่ใกล้กับผู้ป่วยวัณโรคเป็นเวลานานๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัย

5.การรับวัคซีนบีซีจี (BCG) ก็สามารถช่วยป้องกันวัณโรค ซึ่งวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนพื้นฐานที่ต้องฉีดให้เด็กแรกเกิด และเป็นวัคซีนที่เจ้าหน้าที่ต้องฉีดเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือต้องคอยดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่อายุต่ำกว่า 35 ปี ประสิทธิภาพในการป้องกันอยู่ที่ประมาณ 80% และมีระยะเวลาในการป้องกันยาวนาน 10-15 ปี


คลิก! แนะวิธีป้องกันวัณโรค



ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล และเว็บไซต์ "พบแพทย์

icon tagแท็กที่เกี่ยวข้อง