
ผมชวนคุยเรื่องพัฒนาการของรถไฟความเร็วสูงของจีนไปหลายตอนก่อนหน้านี้ แต่นั่นไม่ใช่ “ที่สุด” ของการพัฒนาด้านรถไฟในยุคใหม่ของจีน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีกระแสข่าวในจีนเกี่ยวกับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ “รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า” หรือ “รถไฟแม่เหล็กลอยตัว” (Magnetic Levitation) มาอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
สรุปข่าว
ผมชวนคุยเรื่องพัฒนาการของรถไฟความเร็วสูงของจีนไปหลายตอนก่อนหน้านี้ แต่นั่นไม่ใช่ “ที่สุด” ของการพัฒนาด้านรถไฟในยุคใหม่ของจีน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีกระแสข่าวในจีนเกี่ยวกับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ “รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า” หรือ “รถไฟแม่เหล็กลอยตัว” (Magnetic Levitation) มาอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
และดูเหมือนการทดสอบในเวลาต่อมาจะเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึง จนผมสงสัยอย่างมากว่าจะเป็นไปได้อย่างไร? แต่ที่ผมสนใจมากยิ่งกว่าก็คือ เมื่อไหร่ที่จีนจะนำนวัตกรรมดังกล่าวมาเปิดให้บริการแก่สาธารณชน? วันนี้ผมเลยขอรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันครับ ...
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อนที่ผมไปจีนในครั้งแรกๆ ผมมีโอกาสใช้บริการ “รถไฟนอน” ที่ขบวนรถไฟและสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมพร้อมกลิ่นสาบ และวิ่งให้บริการด้วยความเร็วแบบ “หวานเย็น” ในระดับความเร็วสูงสุดที่พอๆ กับของไทยในปัจจุบัน
วันที่ 1 สิงหาคม 2008 ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” แห่งยุครถไฟความเร็วสูงของจีนเมื่อรถไฟเส้นทางปักกิ่ง-เทียนจินเปิดให้บริการแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรกก่อนหน้าการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ของกรุงปักกิ่งไม่นาน
หลังจากนั้น ผมก็มีโอกาสได้ใช้บริการและชื่นชมกับการพัฒนา “รถไฟความเร็วสูง” (High-Speed Train) ที่หรูหราและมีความสะดวกสบายราวกับเครื่องบินพาณิชย์ รวมทั้งยังให้บริการด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว “ติดจรวด” จาก 250 กม./ชม. สู่ 300 กม./ชม. และทำสถิติโลก 350 กม./ชม. ในช่วงหลายปีหลัง
แถมในบางเส้นทาง รถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” (Fuxing) รุ่น CR400 ในปัจจุบันก็ให้บริการในระดับความเร็วถึง 380 กม./ชม. ก็มี
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีระบบราง จีนก็สร้างความฮือฮาผ่าน “รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า” หรือ “รถไฟแม่เหล็กลอยตัว” (Magnetic Levitation) ที่มีจุดเด่นในเรื่องการใช้แม่เหล็กไฟฟ้ายกตัวรถ โดยไม่มีล้อสัมผัสราง ไม่มีแรงเสียดทาน แรงสั่นสะเทือนต่ำ และเงียบเสียง
สำหรับผมแล้ว พัฒนาการด้านเทคโนโลยี Maglev (แม็กเลฟ) ของจีนพอสรุปได้เป็น 4 ยุค โดยในยุคแรก รัฐบาลจีนโดยรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ได้ “เรียนลัด” จากต่างประเทศด้วยการเจรจาซื้อสิทธิบัตรระบบ “Transrapid” จากบริษัทซีเมนส์ (Siemens) ของเยอรมนีเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน และนำเอาเทคโนโลยีไปก่อสร้างและเปิดให้บริการต่อสาธารณชนที่เซี่ยงไฮ้
การก่อสร้าง Maglev ในยุคแรกทำในระยะทางเพียงราว 30 กิโลเมตรระหว่างสถานีถนนหลงหยาง (Longyang) กับสนามบินผู่ตง (Pudong) โดยให้บริการด้วยความเร็วราว 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนับแต่ปี 2004 ซึ่งถือเป็นสถิติโลกที่เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์จงบจนทุกวันนี้
สมัยผมประจำการเป็นกงศุลฝ่ายการพาณิชย์อยู่ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็ใช้บริการ Maglev เส้นทางนี้อยู่เป็นประจำเพราะการเดินทางระหว่างสองจุดดังกล่าวใช้เวลาเพียง 8 นาทีเท่านั้น และสถานีหลงหยางก็มีโครงข่ายรถไฟใต้ดินเชื่อมต่อ ทำให้สะดวก ประหยัดเวลา และลดการสิ้นเปลืองไปได้มากเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ที่อาจเผชิญกับปัญหาการจราจร ทำให้สามารถประชุมหารือหรือทำานอื่นกับทีมงานได้อีกนานนับชั่วโมง
อย่างไรก็ดี การดำเนินการในระยะทางสั้นๆ นี้ก็ประสบปัญหาและมีข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนการก่อสร้างที่สูงมาก ระบบที่เป็นมาตรฐานเฉพาะ และข้อจำกัดในการขยายเครือข่าย ซึ่งหากต้องการดำเนินการเพิ่มเติมก็ต้องเสียค่ารอยัลตี้เพิ่มเติมให้กับบริษัทซีเมนส์ ทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
ในระหว่างปี 2010-2020 ซึ่งถือเป็นยุคที่ 2 จีนได้มุ่งเน้นการพัฒนา Maglev ความเร็วต่ำ 80-160 กม./ชม. ภายหลังการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้จีนสามารถพัฒนาระบบของตนเองได้เกือบทั้งหมด และถูกนำไปใช้งานจริงในหลายหัวเมืองของจีน อาทิ ฉางซา (Changsha) เมืองเอกในมณฑลหูหนาน กรุงปักกิ่ง และชิงหย่วน (Qingyuan) ในมณฑลกวางตุ้ง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 เส้นทางรถไฟ Maglev Express ของฉางชาที่มีความยาวรวม 18.55 กิโลเมตรได้ให้บริการครบ 10 ปีไปแล้ว โดยมีผู้โดยสารสะสมมากกว่า 2,624 ล้านคน และวิ่งให้บริการด้วยความเสถียรอย่างปลอดภัยรวมระยะทางกว่า 10.3 ล้านกิโลเมตร
และโดยที่เป็น Maglev ระดับความเร็วต่ำ ทำให้มีจุดเด่นในเรื่องเสียงที่เงียบ การประหยัดพลังงาน ค่าบำรุงรักษาต่ำ และเหมาะกับการใช้ในการขนส่งที่สนามบินและระบบขนส่งในชุมชนเมือง
ในยุคที่ 3 จีนสามารถ “ก้าวกระโดด” ในด้านเทคโนโลยี Maglev ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเร็ว ภายหลังความสำเร็จในการร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวของ CRRC (China Railway Rolling Stock Corporation) พร้อมด้วยมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และกิจการเอกชนที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 30 แห่ง จีนก็สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Maglev เจนใหม่ซีรี่ย์ CF600 ในเดือนพฤษภาคม 2019 ที่เมืองชิงเต่า (Qingdao) และนำเอา Maglev สุดล้ำขนาดความยาว 5 โบกี้ออกจากสายการผลิตของโรงงานในเขตซื่อฟาง (Sifang)
ในการทดสอบ Maglev เจนใหม่นี้ “สือฝู” (Ci Fu ซึ่งเป็นตัวย่อของ Maglev) สามารถทำความเร็วได้ถึง 620 กม./ชม. ถือเป็น “Maglev ความเร็วสูง” อย่างแท้จริง นั่นเท่ากับว่า สถิติ 430 กม./ชม. ขอ/ง Maglev สัญชาติเยอรมนี และสถิติ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ SCMaglev แห่งแดนอาทิตย์อุทัย ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ และยืนยัน “การก้าวข้ามขีดจำกัด” ด้านความเร็วในอดีต
นอกจากนี้ การทดสอบอีกหลายครั้งระหว่างปี 2025-2026 ยังยืนยันว่า จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบต้นแบบ Maglev ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในการทดสอบ Maglev เจนใหม่นี้สามารถพุ่งแตะระดับ 650 กม./ชม. ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที และสามารถควบคุมการเบรกอัจฉริยะให้หยุดรถจากความเร็วสูงได้ในระยะสั้น
ด้วยความเร็วระหว่างรถไฟความเร็วสูง (350 กม./ชม.) และเครื่องบินพาณิชย์ (1,000 กม./ชม.) ในมิติของความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมจีน Maglev เจนนี้คาดว่าจะให้บริการต่อสาธารณชนที่ระดับความเร็ว 600 กม./ชม. ในจำนวน 10 โบกี้ต่อเที่ยว
เรากำลังพูดถึงจำนวนผู้โดยสารราว 1,000 คนต่อเที่ยว ซึ่งมากกว่าเครื่องบินราว 3-5 เท่าตัว ซึ่งเหมาะกับการให้บริการเชื่อมโยงระหว่างหัวเมืองหลักในระยะทางประมาณ 1,000-2,000 กม.
ติดตามต่อตอนหน้า ...
ที่มาข้อมูล : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน
ที่มารูปภาพ : CRRC Corporation Ltd.
