จะทำได้จริงหรือไม่? "เพลงไทย" T-POP ดังไกลระดับโลก ฝันสำเร็จตามรอย K-POP

Share on Line Share on Facebook Share on X

เพลงไทยไม่ใช่แค่ฮิต แต่ทำเงินได้!  "T-Pop" ตามรอย "K-Pop" ดาวรุ่ง ตลาดโลก มูลค่าเศรษฐกิจทะยาน สู่ 13,000 ล้านบาท 


โลกหันมาฟัง T-Pop เพลงไทยจะไปไกลแค่ไหน?


หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน หลายคนอาจมองว่าอุตสาหกรรมเพลงไทยเป็นตลาดภายในประเทศ ที่ผลิตเพลงเพื่อคนไทยฟังเป็นหลัก ขณะที่เวทีโลกถูกครอบครองโดยศิลปินจากสหรัฐฯ ยุโรป และโดยเฉพาะ K-Pop จากเกาหลีใต้ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง แต่ในวันนี้ ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป


T-Pop หรือเพลงป๊อปไทย เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ฟังต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นตามเพลงไทยบน TikTok การร้องเพลงไทยในต่างประเทศ การติดตามศิลปินไทยผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้ง


คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า T-Pop จะสามารถเดินตามเส้นทางความสำเร็จของ K-Pop ได้หรือไม่ และจะกลายเป็น Soft Power ที่สร้างรายได้ให้ประเทศได้มากเพียงใด


True AF 2026 การกลับมาของ “นักล่าฝัน” ที่มากกว่ารายการประกวดร้องเพลง


หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความคึกคักของวงการเพลงไทย คือการกลับมาของรายการ True Academy Fantasia 2026 หรือ AF รายการประกวดร้องเพลงระดับตำนานของประเทศไทย หลังห่างหายไปหลายปี


การกลับมาของ AF ไม่ได้เป็นเพียงข่าวในแวดวงบันเทิง แต่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเพลงไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเติบโตอีกครั้ง


ในช่วงเวลาที่กระแส T-Pop กำลังขยายตัว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเฟ้นหาศิลปินรุ่นใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศิลปินคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพลง


หากมองไปยังเกาหลีใต้ จะพบว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ K-Pop เติบโตจนกลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก คือระบบการค้นหาและพัฒนาศิลปินอย่างต่อเนื่องผ่านรายการแข่งขันและโครงการฝึกฝนไอดอล


ศิลปินชื่อดังจำนวนมาก รวมถึงสมาชิกวงระดับโลกหลายวง ต่างเคยผ่านเวทีแข่งขันและกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นมาก่อน


แนวทางดังกล่าวกำลังกลายเป็นต้นแบบที่หลายประเทศนำมาปรับใช้ รวมถึงประเทศไทย


T-Pop ไม่ใช่แค่เพลง แต่คือเศรษฐกิจ


ความสำเร็จของศิลปินในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงยอดขายเพลงเพียงอย่างเดียว


เบื้องหลังความนิยมของศิลปินคือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล ทั้งจากการจัดคอนเสิร์ต สินค้าที่ระลึก งานโฆษณา แฟนมีตติ้ง การท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย


ด้วยเหตุนี้ T-Pop จึงไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมบันเทิง แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทย


ยิ่งศิลปินไทยได้รับความนิยมมากเท่าใด โอกาสสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น


ตลาด T-Pop มุ่งสู่ 13,000 ล้านบาท


ข้อมูลจากการศึกษาของ SCB EIC เรื่อง "T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ" ระบุว่า T-Pop กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงไทย และเริ่มขยายอิทธิพลไปสู่ตลาดต่างประเทศ


SCB EIC คาดการณ์ว่า รายได้รวมของธุรกิจ T-Pop จะอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาทในปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 ล้านบาทภายในปี 2572


คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.8% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีโลก


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า T-Pop ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังก้าวสู่การเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว


4 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน T-Pop


1. ยุคของ Music Streaming


ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายกว่าที่เคย แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยเผยแพร่ผลงานไปยังผู้ฟังทั่วโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางแบบดั้งเดิม อุปสรรคด้านภูมิศาสตร์จึงลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีต


 2. พลังของ TikTok และโซเชียลมีเดีย


หลายเพลงในยุคปัจจุบันไม่ได้โด่งดังจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่เกิดจากการถูกนำไปใช้ในคลิปสั้น การเต้นชาเลนจ์ และการแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


TikTok กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เพลงไทยเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เพลงไทยจำนวนมากกลายเป็นไวรัลในต่างประเทศ แม้ผู้ฟังจะไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม


3. คุณภาพศิลปินและโปรดักชันที่ดีขึ้น


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายเพลงไทยลงทุนพัฒนาศิลปินมากขึ้น ทั้งด้านการร้อง การเต้น การแสดง การสื่อสารกับแฟนคลับ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน


ขณะเดียวกัน งานโปรดักชันดนตรี มิวสิกวิดีโอ และการออกแบบคอนเซปต์ต่าง ๆ ก็ได้รับการยกระดับจนสามารถแข่งขันในระดับสากลได้มากขึ้น มาตรฐานที่ดีขึ้นเหล่านี้ ทำให้ T-Pop เริ่มได้รับการยอมรับจากผู้ชมต่างประเทศมากกว่าในอดีต


4. ซีรีส์วายไทย ประตูบานสำคัญสู่ตลาดโลก


อีกหนึ่งแรงส่งสำคัญของ T-Pop คือความสำเร็จของซีรีส์วายไทย ปัจจุบันซีรีส์วายจากประเทศไทยถูกส่งออกไปฉายในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ทำให้ผู้ชมต่างชาติได้รู้จักนักแสดงไทย ศิลปินไทย และเพลงประกอบซีรีส์ไทยมากขึ้น หลายครั้งเพลงประกอบซีรีส์กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนต่างชาติหันมาสนใจศิลปินไทย ก่อนจะติดตามผลงานอื่น ๆ ต่อไป


ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับกรณีของเกาหลีใต้ ที่ผู้ชมจำนวนมากเริ่มรู้จักเพลง K-Pop ผ่านซีรีส์เกาหลีก่อนจะกลายเป็นแฟนเพลงในเวลาต่อมา


คนไทยกลับมาฟังเพลงไทยมากขึ้น


ปัจจัยสำคัญอีกด้านหนึ่ง คือการเติบโตของตลาดภายในประเทศ ผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า 71% ของผู้บริโภคระบุว่าปัจจุบันฟังเพลง T-Pop มากขึ้นกว่าเดิม ในกลุ่ม Gen Z ตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 81%


ขณะที่ข้อมูลจาก Nikkei Asia ระบุว่า สัดส่วนการฟังเพลงไทยบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2564 เป็น 50% ในปี 2567


การเติบโตของฐานผู้ฟังในประเทศถือเป็นรากฐานสำคัญ เพราะอุตสาหกรรมเพลงที่แข็งแรงในประเทศ จะช่วยสร้างศิลปินและคอนเทนต์ที่พร้อมแข่งขันในระดับโลก

สรุปข่าว

T-Pop กำลังก้าวจากอุตสาหกรรมเพลงสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย โดยมีมูลค่าตลาดกว่า 11,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มแตะ 13,000 ล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การกลับมาของ True Academy Fantasia ในปี 2569 สะท้อนความคึกคักของวงการเพลงไทย ที่กำลังเดินตามเส้นทางการสร้างศิลปินและฐานแฟนคลับแบบเดียวกับ K-Pop

เพลงไทยไม่ใช่แค่ฮิต แต่ทำเงินได้!  "T-Pop" ตามรอย "K-Pop" ดาวรุ่ง ตลาดโลก มูลค่าเศรษฐกิจทะยาน สู่ 13,000 ล้านบาท 


โลกหันมาฟัง T-Pop เพลงไทยจะไปไกลแค่ไหน?


หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน หลายคนอาจมองว่าอุตสาหกรรมเพลงไทยเป็นตลาดภายในประเทศ ที่ผลิตเพลงเพื่อคนไทยฟังเป็นหลัก ขณะที่เวทีโลกถูกครอบครองโดยศิลปินจากสหรัฐฯ ยุโรป และโดยเฉพาะ K-Pop จากเกาหลีใต้ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง แต่ในวันนี้ ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป


T-Pop หรือเพลงป๊อปไทย เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ฟังต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นตามเพลงไทยบน TikTok การร้องเพลงไทยในต่างประเทศ การติดตามศิลปินไทยผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้ง


คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า T-Pop จะสามารถเดินตามเส้นทางความสำเร็จของ K-Pop ได้หรือไม่ และจะกลายเป็น Soft Power ที่สร้างรายได้ให้ประเทศได้มากเพียงใด


True AF 2026 การกลับมาของ “นักล่าฝัน” ที่มากกว่ารายการประกวดร้องเพลง


หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความคึกคักของวงการเพลงไทย คือการกลับมาของรายการ True Academy Fantasia 2026 หรือ AF รายการประกวดร้องเพลงระดับตำนานของประเทศไทย หลังห่างหายไปหลายปี


การกลับมาของ AF ไม่ได้เป็นเพียงข่าวในแวดวงบันเทิง แต่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเพลงไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเติบโตอีกครั้ง


ในช่วงเวลาที่กระแส T-Pop กำลังขยายตัว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเฟ้นหาศิลปินรุ่นใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศิลปินคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพลง


หากมองไปยังเกาหลีใต้ จะพบว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ K-Pop เติบโตจนกลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก คือระบบการค้นหาและพัฒนาศิลปินอย่างต่อเนื่องผ่านรายการแข่งขันและโครงการฝึกฝนไอดอล


ศิลปินชื่อดังจำนวนมาก รวมถึงสมาชิกวงระดับโลกหลายวง ต่างเคยผ่านเวทีแข่งขันและกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นมาก่อน


แนวทางดังกล่าวกำลังกลายเป็นต้นแบบที่หลายประเทศนำมาปรับใช้ รวมถึงประเทศไทย


T-Pop ไม่ใช่แค่เพลง แต่คือเศรษฐกิจ


ความสำเร็จของศิลปินในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงยอดขายเพลงเพียงอย่างเดียว


เบื้องหลังความนิยมของศิลปินคือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล ทั้งจากการจัดคอนเสิร์ต สินค้าที่ระลึก งานโฆษณา แฟนมีตติ้ง การท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย


ด้วยเหตุนี้ T-Pop จึงไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมบันเทิง แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทย


ยิ่งศิลปินไทยได้รับความนิยมมากเท่าใด โอกาสสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น


ตลาด T-Pop มุ่งสู่ 13,000 ล้านบาท


ข้อมูลจากการศึกษาของ SCB EIC เรื่อง "T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ" ระบุว่า T-Pop กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงไทย และเริ่มขยายอิทธิพลไปสู่ตลาดต่างประเทศ


SCB EIC คาดการณ์ว่า รายได้รวมของธุรกิจ T-Pop จะอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาทในปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 ล้านบาทภายในปี 2572


คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.8% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีโลก


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า T-Pop ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังก้าวสู่การเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว


4 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน T-Pop


1. ยุคของ Music Streaming


ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายกว่าที่เคย แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยเผยแพร่ผลงานไปยังผู้ฟังทั่วโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางแบบดั้งเดิม อุปสรรคด้านภูมิศาสตร์จึงลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีต


 2. พลังของ TikTok และโซเชียลมีเดีย


หลายเพลงในยุคปัจจุบันไม่ได้โด่งดังจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่เกิดจากการถูกนำไปใช้ในคลิปสั้น การเต้นชาเลนจ์ และการแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


TikTok กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เพลงไทยเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เพลงไทยจำนวนมากกลายเป็นไวรัลในต่างประเทศ แม้ผู้ฟังจะไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม


3. คุณภาพศิลปินและโปรดักชันที่ดีขึ้น


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายเพลงไทยลงทุนพัฒนาศิลปินมากขึ้น ทั้งด้านการร้อง การเต้น การแสดง การสื่อสารกับแฟนคลับ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน


ขณะเดียวกัน งานโปรดักชันดนตรี มิวสิกวิดีโอ และการออกแบบคอนเซปต์ต่าง ๆ ก็ได้รับการยกระดับจนสามารถแข่งขันในระดับสากลได้มากขึ้น มาตรฐานที่ดีขึ้นเหล่านี้ ทำให้ T-Pop เริ่มได้รับการยอมรับจากผู้ชมต่างประเทศมากกว่าในอดีต


4. ซีรีส์วายไทย ประตูบานสำคัญสู่ตลาดโลก


อีกหนึ่งแรงส่งสำคัญของ T-Pop คือความสำเร็จของซีรีส์วายไทย ปัจจุบันซีรีส์วายจากประเทศไทยถูกส่งออกไปฉายในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ทำให้ผู้ชมต่างชาติได้รู้จักนักแสดงไทย ศิลปินไทย และเพลงประกอบซีรีส์ไทยมากขึ้น หลายครั้งเพลงประกอบซีรีส์กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนต่างชาติหันมาสนใจศิลปินไทย ก่อนจะติดตามผลงานอื่น ๆ ต่อไป


ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับกรณีของเกาหลีใต้ ที่ผู้ชมจำนวนมากเริ่มรู้จักเพลง K-Pop ผ่านซีรีส์เกาหลีก่อนจะกลายเป็นแฟนเพลงในเวลาต่อมา


คนไทยกลับมาฟังเพลงไทยมากขึ้น


ปัจจัยสำคัญอีกด้านหนึ่ง คือการเติบโตของตลาดภายในประเทศ ผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า 71% ของผู้บริโภคระบุว่าปัจจุบันฟังเพลง T-Pop มากขึ้นกว่าเดิม ในกลุ่ม Gen Z ตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 81%


ขณะที่ข้อมูลจาก Nikkei Asia ระบุว่า สัดส่วนการฟังเพลงไทยบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2564 เป็น 50% ในปี 2567


การเติบโตของฐานผู้ฟังในประเทศถือเป็นรากฐานสำคัญ เพราะอุตสาหกรรมเพลงที่แข็งแรงในประเทศ จะช่วยสร้างศิลปินและคอนเทนต์ที่พร้อมแข่งขันในระดับโลก

T-Pop ไม่ได้ขายแค่เพลง


ในอดีต รายได้หลักของวงการเพลงมาจากการขายอัลบั้ม แต่ปัจจุบันโมเดลธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง SCB EIC ระบุว่า รายได้จากการสตรีมเพลงต่อการฟังหนึ่งครั้งอยู่ที่เพียงประมาณ 0.01-0.36 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่า การสร้างยอดสตรีมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม


สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสร้างฐานแฟนคลับที่แข็งแรง เพราะแฟนคลับสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องผ่านคอนเสิร์ต สินค้าที่ระลึก สมาชิกพิเศษ กิจกรรมแฟนมีตติ้ง และการสนับสนุนแบรนด์ต่าง ๆ

Fandom Economy พลังเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมศิลปิน


ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากเริ่มเติบโตตามกระแส T-Pop จำนวนคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปินไทยเพิ่มขึ้นจาก 37 รอบในปี 2567 เป็น 51 รอบในปี 2568


ขณะที่เพียงครึ่งแรกของปี 2569 มีการจัดคอนเสิร์ตไปแล้วมากกว่า 30 รอบ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าแฟนคลับกว่า 84% มีแนวโน้มซื้อสินค้าหรือบริการที่ศิลปินที่ตนชื่นชอบเป็นพรีเซนเตอร์


ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ "Fandom Marketing" กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน แบรนด์จำนวนมากจึงแข่งขันกันดึงศิลปินที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงมาเป็นตัวแทนสินค้า

คอนเสิร์ตหนึ่งงาน สร้างรายได้มากกว่าที่คิด


ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ T-Pop ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเพลง ทุกครั้งที่มีการจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ จะเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องในหลายภาคส่วน ตั้งแต่โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่จัดงาน


เม็ดเงินเหล่านี้กระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง คล้ายกับสิ่งที่เกาหลีใต้ได้รับจากอุตสาหกรรม K-Pop ตลอดหลายปีที่ผ่านมา


นั่นทำให้ T-Pop มีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าอุตสาหกรรมบันเทิง แต่เป็นกลไกสร้างรายได้และสร้างภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว

T-Pop จะไปได้ไกลแค่ไหน?


แม้ K-Pop จะก้าวไปสู่ระดับโลกและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้เกาหลีใต้แล้ว แต่เส้นทางของ T-Pop เพิ่งเริ่มต้น


อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยกำลังส่งสัญญาณเชิงบวก ทั้งการเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิง พลังของโซเชียลมีเดีย คุณภาพของศิลปินไทย ความสำเร็จของซีรีส์วาย และฐานแฟนคลับที่แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การกลับมาของ Academy Fantasia 2026 จึงอาจไม่ใช่เพียงการคืนชีพของรายการประกวดร้องเพลงในตำนาน แต่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรม T-Pop ที่กำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่


ยุคที่เพลงไทยไม่ได้มีไว้ให้คนไทยฟังเท่านั้น แต่กำลังถูกส่งออกไปสู่ผู้ฟังทั่วโลก และอาจกลายเป็น Soft Power สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ

แท็กบทความ