บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยฮับลงทุนอาเซียน-จุดเชื่อมซัพพลายเชนภูมิภาค

Share on Line Share on Facebook Share on X
บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยฮับลงทุนอาเซียน-จุดเชื่อมซัพพลายเชนภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียนที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ บีโอไอมุ่งตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะ พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของจีน และ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ภายในงาน เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวบนเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ร่วมกับผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจจากจีนและอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยระบุว่า ไทย จีน และอาเซียนมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ 5 ด้านในการรองรับการลงทุน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนกับตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะ ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยรัฐบาลยังเร่งพัฒนากำลังคนผ่านโครงการ SkillBridge และใช้กลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญให้เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น


สรุปข่าว

บีโอไอเข้าร่วมงาน China International Supply Chain Expo 2026 ที่กรุงปักกิ่ง เดินหน้าดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน พร้อมชูไทยเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์และศูนย์กลางเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รับกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียนที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ บีโอไอมุ่งตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะ พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของจีน และ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ภายในงาน เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวบนเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ร่วมกับผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจจากจีนและอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยระบุว่า ไทย จีน และอาเซียนมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ 5 ด้านในการรองรับการลงทุน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนกับตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะ ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยรัฐบาลยังเร่งพัฒนากำลังคนผ่านโครงการ SkillBridge และใช้กลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญให้เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น


สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป บีโอไอมองว่ามีโอกาสสำคัญใน 3 สาขาหลัก ได้แก่

  1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
  2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเป้าหมายความยั่งยืน
  3. การพัฒนาระบบนิเวศการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก


ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ คิดเป็น 40% ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด มูลค่ารวม 172,114 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 และในช่วง ไตรมาสแรกปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด 155 โครงการ มูลค่ารวม 17,327 ล้านบาท

บีโอไอเชื่อว่า การเข้าร่วมงาน CISCE ครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมหนุนบทบาทไทยให้เป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ และศูนย์กลางเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาคในอนาคต

ที่มาข้อมูล : BOI

ที่มารูปภาพ : BOI