IdeasLabs ชี้แบรนด์เน้นคุ้มค่า เลือกอินฟลูฯ วัดผลต้องขายได้จริง

Share on Line Share on Facebook Share on X
IdeasLabs ชี้แบรนด์เน้นคุ้มค่า เลือกอินฟลูฯ วัดผลต้องขายได้จริง

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer Marketing และ MarTech ของไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ ปรับแนวทางใช้งบการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มากกว่าการสร้างกระแสรับรู้หรือยอดไลก์ ยอดวิวเพียงอย่างเดียว

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ต้องการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด จึงเลือกทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์สามารถกระตุ้นยอดขายและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

แนวโน้มดังกล่าวแตกต่างจากอดีตที่หลายแบรนด์นิยมใช้งบจำนวนมากกับดาราหรือ Mega Influencer ที่มีผู้ติดตามระดับล้านคน เพื่อสร้างไวรัลและการรับรู้ในวงกว้าง แต่ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มแบ่งงบประมาณไปยัง Micro Influencer และ Nano Influencer จำนวนมากขึ้น เพื่อผลิตคอนเทนต์เชิงลึกที่สะท้อนการใช้งานจริง พร้อมเชื่อมต่อระบบ Affiliate Marketing ที่สามารถติดตามและวัดผลการขายได้อย่างชัดเจน


สรุปข่าว

IdeasLabs เผยแบรนด์ปรับกลยุทธ์ใช้งบการตลาดตามภาวะเศรษฐกิจ เน้นเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างยอดขายและวัดผล ROI ได้จริง 4 กลุ่มคอนเทนต์ยังได้รับงบสูงสุด ได้แก่ Foodie, Mom & Kid, Lifestyle และ Beauty ครึ่งปีหลังแข่งขันเดือด แบรนด์หันหาอินฟลูฯ สาย Niche และ Deep Content มากขึ้น พร้อมเน้นความร่วมมือระยะยาว

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer Marketing และ MarTech ของไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ ปรับแนวทางใช้งบการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มากกว่าการสร้างกระแสรับรู้หรือยอดไลก์ ยอดวิวเพียงอย่างเดียว

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ต้องการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด จึงเลือกทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์สามารถกระตุ้นยอดขายและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

แนวโน้มดังกล่าวแตกต่างจากอดีตที่หลายแบรนด์นิยมใช้งบจำนวนมากกับดาราหรือ Mega Influencer ที่มีผู้ติดตามระดับล้านคน เพื่อสร้างไวรัลและการรับรู้ในวงกว้าง แต่ในปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มแบ่งงบประมาณไปยัง Micro Influencer และ Nano Influencer จำนวนมากขึ้น เพื่อผลิตคอนเทนต์เชิงลึกที่สะท้อนการใช้งานจริง พร้อมเชื่อมต่อระบบ Affiliate Marketing ที่สามารถติดตามและวัดผลการขายได้อย่างชัดเจน


4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังครองงบโฆษณาสูงสุด จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ได้แก่

1. Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม)

ยังเป็นกลุ่มที่ได้รับงบการตลาดสูงสุด เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ทันที โดยเฉพาะคอนเทนต์สอนทำอาหาร สูตรประหยัด หรือเมนูที่ใช้วัตถุดิบในครัวเรือน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

2. Mom & Kid (แม่และเด็ก)

กลุ่มคุณแม่ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับเด็กที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ใช้งานจริงจากผู้รีวิว

3. Lifestyle (ไลฟ์สไตล์)

ได้รับความนิยมจากแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอการใช้งานสินค้าในชีวิตจริงอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นภาพการใช้งานและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

4. Beauty (ความงาม)

ยังคงเป็นหมวดที่แบรนด์ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รีวิวก่อนและหลังการใช้งานจริง ซึ่งสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อได้โดยตรง


IdeasLabs มองว่า อินฟลูเอนเซอร์ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้สร้างคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดวิว ไปสู่ผู้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับแบรนด์ โดยเสนอแนวทางสำคัญ 7 ประการ ได้แก่

1 สร้างคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย ไม่ใช่เพียงสร้างไวรัล

2 สามารถวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน ทั้ง CTR ยอดคลิก และยอดขาย

3 สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใสในการรีวิวสินค้า

4 ใช้ AI และ MarTech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

5 กระจายคอนเทนต์บนหลายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งพาช่องทางเดียว

6 ปรับรูปแบบค่าตอบแทนให้ยืดหยุ่น เช่น Affiliate หรือ Revenue Sharing

7 พัฒนาความเป็นมืออาชีพ ทั้งการส่งงานตรงเวลาและการจัดทำรายงานผลแคมเปญ

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 IdeasLabs คาดว่าการแข่งขันในตลาด Influencer Marketing จะเข้มข้นขึ้นทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ยังคงเป็นช่องทางหลักที่ได้รับความนิยมสูง

อย่างไรก็ตาม แบรนด์จะเริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Niche Influencer) และสามารถผลิตคอนเทนต์เชิงลึก (Deep Content) มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของการทำงานในรูปแบบ Long-term Partnership หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างรีวิวเพียงครั้งเดียว โดยแบรนด์ต้องการติดตามผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

นายธนดล ระบุว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน ทั้งยอดขาย ยอดคลิก และการสร้าง Conversion จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจและมีโอกาสคว้างบการตลาดจากแบรนด์มากที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มาข้อมูล : ไอเดียแล็บ

ที่มารูปภาพ : ไอเดียแล็บ

แท็กบทความ

IdeasLabs
Foodie
Mom & Kid
Beauty
Niche Influencer
Deep Content