Welcome to tnnthailand.com วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
พระพุทธเจ้า
13 พ.ย. 58, 19.31 น.
3305
ขนาดอักษร:
ส่งอีเมล์ พิมพ์หน้านี้
Like 0

            ภายใต้หัวข้อ พระพุทธเจ้า ทำให้เกิดเรื่องราวพรั่งพรูเข้ามาในหัวมากมาย ไปพบข้อสงสัยที่เกิดขึ้นมาบ้างว่า พระพุทธเจ้า มีอยู่จริงหรือไม่ ?  แต่แล้วก็นึกถึง พระไตรปิฏก ขึ้นมา  ก่อนอื่น..ขออธิบาย คำว่า พระไตรปิฎก แบบสั้นๆ ไว้นิดหนึ่ง  พระไตรปิฎก แบ่งออกเป็น พระ + ไตร + ปิฏก

            " พระ " เป็นคำแสดง ความเคารพ หรือ ยกย่อง
            " ไตร " แปลว่า สาม
          " ปิฏก " แปลได้ 2 อย่าง 1. คัมภีร์   2. กระจาด หรือ ตะกร้า


พระไตรปิฎก
จึงเป็นที่รวบรวมคำสอน ใน พระพุทธศาสนา ที่จัดเป็นหมวดหมู่ โดยมีอยู่ 3 หมวด คือ

             1.พระวินัยปิฎก   2.พระสุตตันตปิฎก  และ  3. พระอภิธรรมปิฎก   พอย้อนไปดูในพระไตรปิฏก ก็พบว่า มีบันทึกการเสด็จดับขันธ์ ของ พระพุทธเจ้า ในหัวข้อ มหาปรินิพพานสูตร  ภายใต้หมวด พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค จากบันทึกเกี่ยวกับการดับขันธ์ หรือ ปรินิพพาน ของ พระพุทธเจ้า อย่างน้อยจึงทำให้เราทราบจากตำรา ว่า ท่านมีอยู่

พระไตรปิฏกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  

            พระไตรปิฎกเกิดขึ้นมาจากการสังคยานา  สังคายนา คือ การรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วจดจำไว้เพื่อให้เป็นแบบแผนอันเดียวกัน  หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน พระมหากัสปะ พระผู้ได้รับการยกย่อง ว่า ผู้ทรงธุดงค์  ท่านบรรลุพระอรหัตผลหลังจากอุปสมบทได้ 8 วัน และท่านได้ช่วยอบรมสั่งสอนพระภิกษุ และพุทธบริษัทอื่นๆ  พระมหากัสปะจึงเป็นผู้นำพระสงฆ์ทำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยใช้เวลา 7 เดือนจึงแล้วเสร็จ

            หลังจากการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และการทำสังคายนา ซึ่งไม่เพียงจะเกิดการทำสังคายนา เพียงครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น   แต่มีการทำสังคายนาเกิดขึ้นเป็นจำนวนหลายต่อหลายครั้ง   ทำให้ทุกวันนี้ เราได้ศึกษาพระธรรมวินัย  ตลอดจนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย และทราบว่ามีท่านผู้หนึ่ง ที่ เราเรียกท่านว่า “พระพุทธเจ้า

             พระพุทธเจ้า มาจาก พระ + พุทธะ + เจ้า  

             พุทธะ แปลว่าอะไร ?  ทำไมจึงเรียกว่า พระพุทธเจ้า ?  พุทธะ แปลว่า ผู้รู้   พุทธะ ในภาษบาลี เขียนว่า พุทฺธ  ไทยอ่านว่า พุทธะ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน"  คำว่า พระพุทธะ แปลว่า พระผู้รู้  ในภาษาไทยเราเติมคำว่า พระ เพราะท่านเป็นนักบวช เป็นผู้ถือศีล และเติมคำว่า เจ้า เพราะเราเคารพนับถือในคำพูดของท่าน คำพูดที่เป็น สัจจะ ความจริง จนมานับถือที่ตัวท่าน เราจึงเรียกท่านว่า พระพุทธเจ้า สำหรับในภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่า พุทธะ หรือ Buddha


            เพียงคำว่า พระพุทธเจ้า ก็ทำให้เกิดความรู้ขึ้นมามากมาย  แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าให้มานั้น คือ ความจริง ที่มีอยู่  แล้วท่านนำบอกต่อ  แล้วก็บอกต่อ  จนทำให้เราได้ศึกษา นำปฏิบัติ  เกิดผลมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ละบุคคลตามๆ กันไป 


            ความจริง ที่มีอยู่ ที่ พระพุทธเจ้า ท่านนำมาบอกต่อนั้น หากได้ศึกษากัน เข้าไปอ่านกันในพระไตรปิฎก ที่มีอยู่ 84,000 พระธรรมขันธ์  หรือ ในเว็บไซต์นี้ www.84000.org  จะทำให้เราทราบพระประวัติ ตลอดจน พระธรรมวินัย  แต่ข้อความในพระไตรปิฎกดูจะเหมือนเป็นภาษากฏหมาย   เราอาจจะศึกษา ความจริง ที่มีอยู่ ที่พระพุทธเจ้า ท่านนำมาบอกต่อได้จากพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  โดยการอ่านจากหนังสือธรรมะ หรือ ฟัง CD ธรรมะ ก็ทำให้เรารับทราบความจริงที่มีอยู่นี้ได้ง่ายขึ้น

            พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ ความจริงที่มีอยู่มากมาย  ผู้เขียนขอยกนำมาเสนอพอเป็นสังเขป ดังเช่น

               "  สิ่งใดมีความแตกสลายเป็นธรรมดา นี้ เรียกว่า โลก.....จักษุ มีความแตกสลายเป็นธรรมดา  รูปมีความแตกสลายเป็นธรรมดา  จักษุวิญญาณ  มีความแตกสลายเป็นธรรมดา  จักษุสัมผัส มีความแตกสลายเป็นธรรมดา.... ใจ มีความแตกสลายเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ มีความแตกสลายเป็นธรรมดา  มโนวิญญาณมีความแตกสลายเป็นธรรมดา มโนสัมผัสมีความแตกสลายเป็นธรรมดา..... "  จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ 18  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 10 สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

            ที่ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนี้ ทำให้รู้ว่า ในเรื่องราวของทางโลกแล้ว ทุกสิ่งมีความแตกสลายไป ในคำกล่าวนี้ จะมีคำว่า วิญญาณ วิญญาณ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ผี หรือ สภาวะหลังความตาย  วิญญาณ ในที่นี้ คือ การรับรู้ (consciousness)  จักษุวิญญาณ ก็คือ การรับรู้ทางตา ซึ่งการรับรู้นี้ก็มีการแตกสลายไปในที่สุด


            จาก พระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้า กล่าวไว้ ผู้เขียนขอนำมาเสนออีก คือ

             "  คนพาลนั้นนั่นแล ประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก "....  " พฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต แล้วตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นั่นเอง ฯ "  จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ 9.พาลบัณฑิตสูตร (129)

นรก.jpg


              สิ่งนี้จะว่าไปแล้ว จริงเหรอ  เป็นดังที่ท่านกล่าวนี้ จริงเหรอ  แต่หากดู หรือ พิสูจน์แบบง่ายๆ ที่เราๆ ท่านๆ เห็นกัน อาทิ ข่าวตำรวจปราบปรามยาเสพติดยึดได้พร้อมจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่  ซึ่งในที่สุดแล้วผู้ถูกจับกุมก็ต้องเดินเข้าไปอยู่ในคุก แล้วเมื่อนอนในคุก มันจะสุขขีอย่างไร มันก็คือ ทุกข์


              จากคำกล่าวนี้ เราจะพบคำว่าวินิบาต  วินิบาต แปลว่า การทำลาย การฆ่า เช่น วินิบาตกรรม หมายถึง ภพที่ต้องโทษ ภพที่รับทุกข์ (จาก พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)


              ส่วนคำว่า สุคติ คือ ทางดำเนินที่ดี สถานที่ที่ดีที่สัตว์โลกซึ่งทำกรรมดี ตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือ เทพ ตรงข้ามกับ ทุคติ คือ ทางดำเนินที่มีความเดือดร้อน สถานที่ไป ไม่ดี มากไปด้วยความทุกข์ ได้แก่ นรก ดิรัจฉาน เปรต บางทีรวม อสุรกาย

             และประการสุดท้ายที่ผู้เขียนขอนำคำที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ มาเสนอในธรรมะตอนนี้  ได้แก่

                "  ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์  สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา  สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน….  เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์  "   จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ 17  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค


           คำกล่าวนี้ จะมีคำว่า เวทนา สัญญา สังขาร

            เวทนา คือ ความรู้สึก อาจเกิดสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา คือ ไม่ทุกข์ ไม่สุข

            สัญญา คือ ความจําได้ เข้าใจได้

            สังขาร คือ กาย วาจา ใจ ที่มีเจตนากำกับ

           ทั้งหมดนี้ อยู่ในขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วย 1. รูป  2. เวทนา  3. สัญญา  4. สังขาร  5. วิญญาณ

            อย่างไรเสีย ขันธ์ทั้ง 5 เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นอนัตตาได้อย่างไร ก็คือ ที่สุดแล้วมันไม่มีตัวตัว ซึ่งเราอย่าได้ไปยึดติด ยึดติดขึ้นมาเมื่อใด ก็จะเป็นทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง เราจะไปบังคับให้มันเที่ยงก็ไม่ได้  และแล้วมันจึงไม่ใช่ของเรา เพราะถ้าเป็นของเรา เราต้องบังคับมันได้ สุดท้ายเราจะเข้าสู่ความเป็นกลาง หรือไม่ก็เข้าสู่การวางเฉย เป็นอุเบกขา นั่นเอง

พระพุทธเจ้า.jpg

             
               ผู้เขียนคิดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดเรื่องอะไรที่ยาก ท่านก็พูดสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นอยู่ และ ดับไป แต่ที่ยาก คือ การปฏิบัติ ผู้เขียนคิดว่า เราต้องใช้เวลา แต่ใช้เวลาจะมาก หรือ น้อย ก็ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ขึ้นอยู่กับการรับรู้ แต่จะยิ่งใช้เวลามาก หากเราไม่เริ่มทำอะไรเลย แม้แต่การรับรู้  หากเรายังมีร่างกาย และ อวัยวะที่ดีครบถ้วน นี้ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบที่เราพร้อมสมบูรณ์ที่จะรับรู้เรื่องราวที่พระพุทธเจ้า เอ่ย และ บอกต่อๆ กันมานี้ได้

 

ขอทุกท่านเจริญในการรับรู้และเจริญในการปฏิบัติตลอดไป  สาธุ สาธุ สาธุ

ผึ้ง สาร-พัด-ธรรม


แหล่งที่มา

www.84000.org

www.phuttha.com

www.nkgen.com

http://dhammathai.org

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่งข้อมูลนี้ให้เพื่อนคุณ
ชื่อของคุณ :  อีเมล์ของคุณ : 
ชื่อของเพื่อน :  อีเมล์ของเพื่อน : 
ข้อความ : 
กรอกตัวอักษรที่เห็นในภาพด้านล่าง :