เชื้อ H. pylori ภัยเงียบในกระเพาะอาหาร ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

Share on Line Share on Facebook Share on X
เชื้อ H. pylori ภัยเงียบในกระเพาะอาหาร ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการปวดท้อง แสบท้อง ท้องอืด หรือโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนคุ้นเคยและอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Helicobacter pylori หรือที่เรียกกันว่า H. pylori (เอชไพโลไร) แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

H. pylori คืออะไร

H. pylori  เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาวะกรดของกระเพาะอาหารได้ โดยเชื้อจะเข้าไปเกาะอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ H. pylori เป็นหนึ่งในเชื้อก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma


อาการที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ H. pylori

ผู้ติดเชื้อ H. pylori บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่ในบางคนอาจพบอาการดังต่อไปนี้


  • ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • คลื่นไส้
  • เรอบ่อย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อิ่มเร็วผิดปกติ

มีอาการปวดท้องเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

สรุปข่าว

เชื้อ H. pylori เป็นภัยเงียบที่หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้อ แม้อาการเริ่มต้นอาจดูไม่รุนแรง แต่หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้น หากมีอาการปวดท้อง แสบท้อง หรือโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ไม่ควรละเลย การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงในระยะยาว

อาการปวดท้อง แสบท้อง ท้องอืด หรือโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนคุ้นเคยและอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Helicobacter pylori หรือที่เรียกกันว่า H. pylori (เอชไพโลไร) แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

H. pylori คืออะไร

H. pylori  เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาวะกรดของกระเพาะอาหารได้ โดยเชื้อจะเข้าไปเกาะอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ H. pylori เป็นหนึ่งในเชื้อก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma


อาการที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ H. pylori

ผู้ติดเชื้อ H. pylori บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่ในบางคนอาจพบอาการดังต่อไปนี้


  • ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • คลื่นไส้
  • เรอบ่อย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อิ่มเร็วผิดปกติ

มีอาการปวดท้องเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

H. pylori เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างไร

เมื่อเชื้อ H. pylori ก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหาร จนนำไปสู่ภาวะก่อนมะเร็งและพัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารในที่สุด

แม้ว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่การตรวจพบและกำจัดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

การตรวจหาเชื้อ H. pylori


ปัจจุบันมีหลายวิธีในการตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้แก่

1. การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม มีความแม่นยำสูง และไม่เจ็บตัว

2. การตรวจหาเชื้อจากอุจจาระ

ช่วยตรวจหาสารบ่งชี้ของเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

3. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน

แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากกระเพาะอาหารเพื่อตรวจหาเชื้อโดยตรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร



การรักษา H. pylori

หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วย

  • ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ
  • ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
  • ยาอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

การรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการกำจัดเชื้อได้สำเร็จและลดความเสี่ยงของการดื้อยา

เมื่อไรควรพบแพทย์

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องหรือแสบท้องเรื้อรัง
  • อาการโรคกระเพาะไม่ดีขึ้นแม้รับประทานยา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายดำหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ