
อาการปวดท้อง แสบท้อง ท้องอืด หรือโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนคุ้นเคยและอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Helicobacter pylori หรือที่เรียกกันว่า H. pylori (เอชไพโลไร) แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
H. pylori คืออะไร
H. pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาวะกรดของกระเพาะอาหารได้ โดยเชื้อจะเข้าไปเกาะอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ H. pylori เป็นหนึ่งในเชื้อก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma
อาการที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ H. pylori
ผู้ติดเชื้อ H. pylori บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่ในบางคนอาจพบอาการดังต่อไปนี้
- ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
- ท้องอืด แน่นท้อง
- คลื่นไส้
- เรอบ่อย
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อิ่มเร็วผิดปกติ
มีอาการปวดท้องเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
สรุปข่าว
อาการปวดท้อง แสบท้อง ท้องอืด หรือโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนคุ้นเคยและอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Helicobacter pylori หรือที่เรียกกันว่า H. pylori (เอชไพโลไร) แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
H. pylori คืออะไร
H. pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในสภาวะกรดของกระเพาะอาหารได้ โดยเชื้อจะเข้าไปเกาะอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ H. pylori เป็นหนึ่งในเชื้อก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma
อาการที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ H. pylori
ผู้ติดเชื้อ H. pylori บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย แต่ในบางคนอาจพบอาการดังต่อไปนี้
- ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
- ท้องอืด แน่นท้อง
- คลื่นไส้
- เรอบ่อย
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อิ่มเร็วผิดปกติ
มีอาการปวดท้องเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
H. pylori เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างไร
เมื่อเชื้อ H. pylori ก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหาร จนนำไปสู่ภาวะก่อนมะเร็งและพัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารในที่สุด
แม้ว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่การตรวจพบและกำจัดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ
การตรวจหาเชื้อ H. pylori
ปัจจุบันมีหลายวิธีในการตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้แก่
1. การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม มีความแม่นยำสูง และไม่เจ็บตัว
2. การตรวจหาเชื้อจากอุจจาระ
ช่วยตรวจหาสารบ่งชี้ของเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
3. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากกระเพาะอาหารเพื่อตรวจหาเชื้อโดยตรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
การรักษา H. pylori
หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วย
- ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ
- ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
- ยาอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
การรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการกำจัดเชื้อได้สำเร็จและลดความเสี่ยงของการดื้อยา
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดท้องหรือแสบท้องเรื้อรัง
- อาการโรคกระเพาะไม่ดีขึ้นแม้รับประทานยา
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายดำหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
- เตือนภัยสุขภาพ! สาววัย 33 ปวดท้องเรื้อรัง สุดท้ายเสียชีวิตเพราะมะเร็งกระเพาะ
- 9 อาหารต้องห้าม คนเป็น "โรคกระเพาะอาหาร" ห้ามกิน ยิ่งกิน ยิ่งปวด มีอะไรบ้าง?
- หยุด 5 พฤติกรรมเหล่านี้ หากไม่อยากเสี่ยงเป็น "โรคกระเพาะอาหาร" มีอะไรบ้าง?
- "โรคกระเพาะอาหาร" เปิดสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา กินข้าวไม่ตรงเวลาต้องระวัง!
- ดื่มน้ำร้อนแก้ปวดท้อง เสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร จริงหรือ?
ที่มารูปภาพ : AI ChatGPT
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
