ดาวโจนส์พุ่ง94.52จุด นลท.จับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

07:50 14 กรกฎาคม 2561 613
ดาวโจนส์ปิดที่ 25,019.41 จุด เพิ่มขึ้น 94.52 จุด นักลงทุนจับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

วันนี้ (14 ก.ค. 61) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (13 ก.ค.) กลับไปยืนอยู่เหนือระดับ 25,000 จุดได้อีกครั้ง ด้าน S&P 500 ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 2,800 จุด และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน หลังฤดูรายงานผลประกอบการได้เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว ซึ่งธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯได้เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสก่อนตลาดเปิดทำการในวันศุกร์ ซึ่งผลออกมามีทั้งที่ดีกว่าคาดการณ์และแย่กว่าคาด

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,019.41 จุด เพิ่มขึ้น 94.52 จุด หรือ +0.38% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,801.31 จุด เพิ่มขึ้น 3.02 จุด หรือ +0.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,825.98 จุด ขยับขึ้น 2.06 จุด หรือ +0.03%

 

ขณะที่ทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 2.3% S&P ปรับตัวขึ้น 1.5% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.8% โดยทั้งสามดัชนีปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมเป็นแกนนำหุ้นบวก ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลดลง หลังจากที่ธนาคารรายใหญ่เผยผลประกอบการ

 

ด้านธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯมีกำหนดรายงานผลประกอบการก่อนตลาดเปิดทำการในวันศุกร์ โดยเจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯเมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งเปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไรพุ่งขึ้น 18% ในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 9.4% โดยแตะระดับ 8.32 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ขณะที่เจพีมอร์แกน เชส ระบุว่า ธนาคารมีกำไร 2.29 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 2 มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.22 ดอลลาร์/หุ้น และเป็นไตรมาสที่ 14 ติดต่อกันที่ธนาคารมีกำไรสูงกว่าคา นอกจากนี้ ธนาคารมีรายได้ 2.84 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.74 พันล้านดอลลาร์

 

ด้านซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไรในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่รายได้ต่ำกว่าคาด โดยธนาคารมีกำไร 1.63 ดอลลาร์/หุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.56 ดอลลาร์/หุ้น ขณะที่ธนาคารมีรายได้ 1.8469 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.8512 หมื่นล้านดอลลาร์

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯปรับตัวลงสู่ระดับ 97.1 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 98.2 ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

 

ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลง 0.4% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2559 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนพ.ค. การร่วงลงของดัชนีราคานำเข้าได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี หากเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 4.3% ในเดือนมิ.ย.

 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคาส่งออกพุ่งขึ้น 5.3% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2554